‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แสดงความกังวลว่า ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) อาจเสียความเป็นอิสระภายใน 5-10 ปีข้างหน้า หากภาครัฐยังปล่อยให้เศรษฐกิจเติบโตเพียง 1-2% และไม่ควบคุมการแพร่ขยายของทุนเทา ซึ่งอาจส่งผลกระทบอย่างหนักต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ

‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ในการกล่าวในงานสัมมนา KKP YEAR AHEAD 2026 ภายใต้หัวข้อ The Elections and After – What Will Matter Most ดร.ศุภวุฒิ เตือนว่า หากไม่มีการปฏิรูปโครงสร้างเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ภาคอุตสาหกรรมจะถดถอยเรื่อย ๆ ในขณะที่ภาคเกษตรทรงตัว และแม้ภาคบริการจะเติบโตเพิ่มขึ้น แต่ก็ยังไม่เพียงพอต่อการขับเคลื่อน GDP ให้เติบโตอย่างมีนัยสำคัญ

“สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการเติบโตของ GDP แค่ 1-2% จะทำให้หนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้นมาก ซึ่งอาจนำไปสู่การโดนดาวน์เกรดจากเครดิตเรตติ้ง และลดความน่าเชื่อถือในสายตาตลาดโลก” ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเสริม โดยระบุว่า หากเป็นเช่นนี้รัฐบาลอาจเริ่มกดดันธปท. ให้พิมพ์เงินเพื่ออุ้มหนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรถูกแทรกแซงจากภายนอกและอาจกระทบต่อความเป็นอิสระของธนาคารกลางในระยะยาว

ความเสี่ยงจากการที่รัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ดร.ศุภวุฒิ ชี้ให้เห็นว่า หนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการปฏิรูปเศรษฐกิจคือการที่ภาครัฐยังปล่อยให้ทุนเทามีบทบาทมากเกินไป ซึ่งไม่เพียงกระทบต่อการแข่งขันอย่างเป็นธรรมของภาคเอกชน แต่ยังอาจมีผลให้รัฐบาลและธนาคารกลางถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนเหล่านี้ในอนาคต

พรรคการเมืองขายประชานิยมจะเปลี่ยนประเทศได้อย่างไร?

ในส่วนของนโยบายเศรษฐกิจที่พรรคการเมืองต่างเสนอก็ยังคงเน้นเป้าอยู่ที่การจ่ายเงินตรงให้ประชาชน เช่น คนละครึ่ง พักชำระหนี้ ซึ่งดูเหมือนเป็นแนวทางที่ตอบโจทย์ชั่วคราวมากกว่าจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง

“ถ้าประชาชนยังชอบประชานิยมแบบนี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง อยากให้มีพรรคการเมืองที่กล้าแสดง Leadership ชี้ทางให้ประชาชนตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงเองก็จำเป็นมากยิ่ง”

แนวคิดนโยบายเร่งด่วนที่ช่วยเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจ

ดร.ศุภวุฒิ เสนอแนวทางสำคัญ 2 ข้อที่รัฐบาลรุ่นใหม่ควรดำเนินการเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยอย่างยั่งยืน มีดังนี้:

  • 1. เร่งใช้พลังงานแสงอาทิตย์ ด้วยการแก้กฎหมายเพื่อเปิดพื้นที่ให้เอกชนไม่เพียงผลิตไฟฟ้าใช้เอง แต่ยังใช้โครงข่ายของกฟฝ. เพื่อจำหน่ายให้กับภาคเอกชน ซึ่งเหมาะกับช่วงที่ EU เริ่มใช้ CBAM เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2569
  • 2. ลงกฎหมายราง เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนให้บริการขนส่งผ่านทางรางของ รฟท. ซึ่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพด้านโลจิสติกส์และสร้างงานใหม่ ๆ ให้คนไทย

สิ่งที่ควรทำคือเปลี่ยน mindset ของสังคม

ทั้งสองแนวทางนี้ไม่เพียงช่วยลดความพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิล แต่ยังสามารถดึงดูดนักลงทุนจากต่างประเทศได้มากขึ้น ขณะเดียวกันสร้างโอกาสในการจ้างงาน และเพิ่มศักยภาพเมืองไทยให้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์ของเอเชีย

อย่างไรก็ตาม ความเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเริ่มจากการเปลี่ยนแปลง思维 (思维) ของสังคมไทย ไม่ว่าจะเป็นผู้มีอำนาจ นักการเมือง หรือพลเมืองทั่วไป หากไม่ตระหนักถึงความจำเป็นในการปรับตัว เศรษฐกิจไทยคงยังคงติดอยู่กับขีดจำกัดเดิม ๆ

เร่งปรับโครงสร้างเศรษฐกิจตอนนี้ คือการเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคตของลูกหลาน อย่าปล่อยให้ประเทศก้าวต่อไปท่ามกลางหนี้และนโยบายซ้ำซากอีกครั้ง

ที่มา – ‘ศุภวุฒิ’ ห่วงแบงก์ชาติขาดอิสระ หากเศรษฐกิจไทยยังโตต่ำ 1-2% และภาครัฐปล่อยทุนเทาครอบงำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *