ศุภชัย ชี้ข้อเรียกร้องสั่งฟ้อง สว. เหวี่ยงแห 229 คนไม่ถูกต้อง อ้างสำนวนมีพิษ-ข่มขู่พยาน ตั้งธงล้มภูมิใจไทย 14 ก.ย. อาจช็อกกว่านี้
ในแวดวงการเมืองที่ร้อนระอุขณะนี้ ประเด็นที่หลายคนกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิดคือการเคลื่อนไหวล่าสุดของ ศุภชัย ใจสมุทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ที่ออกมาแฉเบื้องลึกเบื้องหลังกรณีการสั่งฟ้อง สว. ทั้ง 229 คน โดยมองว่ากระบวนการที่เกิดขึ้นนั้นเต็มไปด้วยความไม่ชอบมาพากลและดูเหมือนจะเป็นการ "ตั้งธง" ล้มพรรคการเมืองมากกว่าการหาความยุติธรรม
ศุภชัย ชี้ข้อเรียกร้องสั่งฟ้อง สว. เหวี่ยงแห 229 คนไม่ถูกต้อง อ้างสำนวนมีพิษ-ข่มขู่พยาน ตั้งธงล้มภูมิใจไทย 14 ก.ย. อาจช็อกกว่านี้
จากการอภิปรายในรัฐสภา นายศุภชัยได้ชี้ให้เห็นถึงความผิดปกติของสำนวนคดีที่คณะอนุกรรมการฯ ดำเนินการอยู่ โดยระบุว่าการสั่งฟ้องผู้ถูกกล่าวหาถึง 229 คนในคราวเดียวนั้นมีลักษณะเหมือนการหว่านแห และที่สำคัญคือเนื้อหาในสำนวนมีความซ้ำซ้อนกันอย่างน่าสงสัย ราวกับคัดลอกกันมาเพียงแค่เปลี่ยนชื่อ ซึ่งหลักการนี้นับว่าขัดต่อหลักนิติธรรมที่ต้องพิจารณาจากพฤติการณ์รายบุคคลอย่างชัดเจน
ทำไมถึงเรียกสำนวนนี้ว่าสำนวนมีพิษ?
ศุภชัยยังได้เผยข้อมูลที่ทำเอาคนฟังต้องตกตะลึง โดยระบุว่ามีการนำกระบวนการของดีเอสไอมาใช้ในทางที่ผิด มีการกันพยานไว้โดยใช้การข่มขู่หรือล่อลวงให้ซัดทอดเพื่อทำลายล้างทางการเมือง โดยเฉพาะการพุ่งเป้าไปที่พรรคภูมิใจไทย เขาตั้งคำถามสำคัญต่อ กกต. ว่าเหตุใดถึงละเลยกระบวนการตรวจสอบฝั่งอื่นๆ ที่มีหลักฐานการฮั้วหรือการจัดเลี้ยงชัดเจน แต่กลับมุ่งเน้นเพียงแค่คดีที่มีวาระซ่อนเร้นเช่นนี้
- สำนวนมีลักษณะทำขึ้นมาเหมือนกันหมด 229 ราย
- มีการใช้ดีเอสไอเป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อใส่ร้าย
- ตั้งข้อสังเกตว่ามีขบวนการฮั้วของฝั่งอื่นที่ กกต. ไม่แตะต้อง
จับตา 14 กันยายน คดีนี้อาจมีเซอร์ไพรส์
คำเตือนจากศุภชัยที่ว่า "14 ก.ย. อาจช็อกกว่านี้" เป็นสิ่งที่สังคมต้องเตรียมรับมือ เพราะหากสำนวนคดีที่ว่านี้เป็นเพียง "ผลไม้พิษจากต้นไม้พิษ" ตามที่เขากล่าวอ้าง การดำเนินคดีทางกฎหมายที่ไม่มีความเที่ยงธรรมย่อมส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อองค์กรอิสระอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในมุมมองของคนติดตามการเมือง นี่ถือเป็นสัญญาณเตือนว่าเกมอำนาจที่ใช้กฎหมายเป็นเครื่องมืออาจกำลังถึงทางตัน
ในฐานะผู้ติดตามข่าวสาร เราคงต้องรอดูกันต่อไปว่าความจริงคืออะไร และหลักฐานที่ศุภชัยอ้างถึงจะถูกเปิดเผยออกมาในรูปแบบใด สิ่งสำคัญที่สุดคือความโปร่งใสในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญที่สังคมไทยต้องการเห็นมากที่สุดในขณะนี้ ไม่ว่าคุณจะสนับสนุนฝ่ายใด แต่การใช้กระบวนการยุติธรรมอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติคือทางออกเดียวที่จะทำให้ประเทศก้าวข้ามความขัดแย้งไปได้
