ศิลปิน-นักเคลื่อนไหวเชียงใหม่จัด Performance Art สื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ตั้งคำถามเหตุปะทะกิจกรรมแม่น้ำข้ามพรมแดน
เชื่อว่าหลายคนคงได้เห็นบรรยากาศกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในจังหวัดเชียงใหม่เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา เมื่อมีการรวมกลุ่มของประชาชนและนักเคลื่อนไหวในพื้นที่ จัดงาน ศิลปิน-นักเคลื่อนไหวเชียงใหม่จัด Performance Art สื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ตั้งคำถามเหตุปะทะกิจกรรมแม่น้ำข้ามพรมแดน ซึ่งถือเป็นการใช้ความคิดสร้างสรรค์มาผสมผสานกับการเรียกร้องสิทธิได้อย่างมีพลัง
กิจกรรมที่มีชื่อเรียกเก๋ๆ ว่า ‘แต่งหมี(พูห์) วิ่งสู้เทา’ ได้กลายเป็นกระแสที่ดึงดูดสายตาผู้คน โดยกลุ่มผู้ร่วมงานแต่งกายด้วยธีมหมีพูห์ในโทนสีแดง เหลือง และเทา พร้อมถือตุ๊กตาหมีพูห์เป็นอุปกรณ์ประกอบการแสดง ขบวนเริ่มตั้งต้นจากหน้าสถานีตำรวจภูธรเมืองเชียงใหม่ เดินเท้าและวิ่งผ่านวัดพระสิงห์ มุ่งหน้าสู่สถานกงสุลใหญ่แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำเชียงใหม่ รวมระยะทางกว่า 1.2 กิโลเมตร ท่ามกลางความสนใจของชาวบ้านและนักท่องเที่ยวที่ผ่านไปมา
ศิลปิน-นักเคลื่อนไหวเชียงใหม่จัด Performance Art สื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ตั้งคำถามเหตุปะทะกิจกรรมแม่น้ำข้ามพรมแดน
ประเด็นสำคัญที่อยู่เบื้องหลังกิจกรรม ศิลปิน-นักเคลื่อนไหวเชียงใหม่จัด Performance Art สื่อสารเชิงสัญลักษณ์ ตั้งคำถามเหตุปะทะกิจกรรมแม่น้ำข้ามพรมแดน ในครั้งนี้ คือการตั้งคำถามถึงเหตุการณ์ปะทะที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 6 กรกฎาคม ซึ่งกลุ่มผู้เรียกร้องแก้ไขปัญหามลพิษในแม่น้ำโขงได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ ผู้จัดกิจกรรมย้ำชัดเจนว่า นี่ไม่ใช่การชุมนุมทางการเมืองแบบดั้งเดิม แต่เป็นการใช้ ‘Performance Art’ เพื่อตั้งข้อสงสัยว่า เหตุใดสิทธิในการแสดงออกเชิงสัญลักษณ์จึงกลายเป็นเรื่องที่ถูกจำกัด หรือถูกมองว่าเป็นปัญหา
มุมมองจากผู้จัดและการสื่อสารผ่านศิลปะ
แกนนำผู้จัดงานได้ให้ทัศนะที่น่าสนใจว่า การที่พวกเขารวมตัวกันวิ่งด้วยชุดหมีพูห์นั้น ต้องการสะท้อนว่า “การแต่งกายหรือการทำกิจกรรมเช่นนี้ ก่อให้เกิดปัญหาหรืออันตรายต่อใครกันแน่?” พวกเขาต้องการให้พื้นที่สาธารณะเป็นที่ที่ศิลปะสามารถทำหน้าที่เป็นเสียงสะท้อนของสังคมได้อย่างปลอดภัย โดยเหตุการณ์ที่สถานกงสุลจีนจบลงด้วยความสงบหลังจากเจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือให้ยุติกิจกรรม แต่ข้อความที่พวกเขาส่งออกไปนั้นน่าจะยังคงทิ้งร่องรอยให้สังคมร่วมกันคิดต่อ
- ศิลปะในฐานะเครื่องมือ: การหยิบยกตัวละครอย่างหมีพูห์มาเป็นสัญลักษณ์ สะท้อนถึงการลดทอนความตึงเครียดด้วยความสร้างสรรค์
- พื้นที่ของการแสดงออก: สังคมกำลังเข้าสู่จุดที่การแสดงความเห็นในที่สาธารณะทำได้ยากขึ้นหรือไม่ เป็นสิ่งที่ต้องตรวจสอบ
- การตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่: เมื่อกิจกรรมเชิงศิลปะถูกมองว่าเป็นความเสี่ยง เราต้องกลับมาทบทวนนิยามของสิทธิและเสรีภาพ
ในมุมมองของผม กิจกรรมนี้ถือเป็นพัฒนาการของการสื่อสารในยุคปัจจุบัน ที่คนรุ่นใหม่หันมาใช้ศิลปะการแสดงเป็นภาษาสากลเพื่อเลี่ยงความขัดแย้งที่รุนแรง แม้ผลลัพธ์ของการเรียกร้องจะไม่ทันท่วงที แต่การ ‘ปักหมุด’ ประเด็นปัญหามลพิษข้ามพรมแดนให้คงอยู่กับความสนใจของคนเชียงใหม่และคนไทยต่อเนื่องไป ก็ถือเป็นชัยชนะก้าวที่หนึ่งของการสื่อสารครับ
น่าจับตามองต่อไปครับว่า ความเคลื่อนไหวลักษณะนี้จะส่งอิทธิพลอย่างไรต่อการจัดงานในครั้งต่อๆ ไป และท้ายที่สุดแล้ว พลังของศิลปะจะสามารถเปลี่ยนผ่านความขัดแย้งไปสู่การเจรจาเชิงสร้างสรรค์ได้จริงหรือไม่
