วีระยุทธร่วมเวที World Bank-IMF ชูโมเดลพันธบัตรภัยพิบัติจาเมกา แนะไทยรับมือน้ำท่วมยั่งยืน

ปัญหาน้ำท่วมและภัยพิบัติทางธรรมชาติกำลังกลายเป็นความท้าทายสำคัญของประเทศไทย ไม่ใช่แค่เรื่องความเสียหายต่อบ้านเรือนหรือพื้นที่เกษตรเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจ การจ้างงาน ระบบสาธารณสุข และภาระงบประมาณของภาครัฐในระยะยาว ล่าสุด วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร ประธานคณะกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ได้เข้าร่วมการประชุมเวทีสมาชิกรัฐสภาโลก หรือ Global Parliamentary Forum ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการประชุมประจำปี IMF–World Bank Annual Meetings 2026

การประชุมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 12-13 ตุลาคม 2569 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ กรุงเทพมหานคร โดยมี เลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล รองประธานสภาผู้แทนราษฎร คนที่สอง และคริส โปตระนันทน์ โฆษกคณะกรรมาธิการการเงิน การคลัง สถาบันการเงิน และตลาดการเงิน เข้าร่วมด้วย เวทีนี้เปิดโอกาสให้สมาชิกรัฐสภาจากหลายประเทศแลกเปลี่ยนแนวคิดด้านนโยบายเศรษฐกิจ การเงินการคลัง และแนวทางรับมือกับความเสี่ยงรูปแบบใหม่

วีระยุทธชูโมเดลพันธบัตรภัยพิบัติจาเมกา

ประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือแนวคิด “พันธบัตรภัยพิบัติ” หรือ Catastrophe Bond ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยบริหารความเสี่ยงจากภัยพิบัติ โดยแนวคิดนี้ได้รับการนำเสนอโดยไนเจล คลาร์ก รองประธานกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังของจาเมกา ผู้มีประสบการณ์ผลักดันกลไกดังกล่าวเพื่อรับมือกับพายุเฮอร์ริเคนในประเทศ

วีระยุทธได้ร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและสอบถามถึงความเป็นไปได้ในการนำแนวทางนี้มาปรับใช้กับประเทศไทย เนื่องจากไทยต้องเผชิญกับน้ำท่วม พายุ ฝนตกหนัก และภัยธรรมชาติที่มีแนวโน้มเกิดบ่อยและรุนแรงขึ้น การหารือครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนเชิงทฤษฎี แต่เป็นการมองหาเครื่องมือใหม่เพื่อช่วยให้รัฐบาลมีงบประมาณพร้อมใช้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน

พันธบัตรภัยพิบัติคืออะไร และช่วยไทยได้อย่างไร

พันธบัตรภัยพิบัติเป็นตราสารทางการเงินที่ช่วยโอนความเสี่ยงจากภาครัฐหรือผู้รับประกันภัยไปยังนักลงทุน หากเกิดภัยพิบัติตามเงื่อนไขที่กำหนด นักลงทุนอาจได้รับผลตอบแทนลดลงหรือสูญเสียเงินลงทุนบางส่วน ขณะที่เงินทุนจะถูกนำมาใช้ช่วยเหลือและฟื้นฟูพื้นที่ประสบภัยได้ทันที แต่หากไม่เกิดเหตุ นักลงทุนก็จะได้รับผลตอบแทนตามเงื่อนไขของพันธบัตร

หัวใจสำคัญของการออกพันธบัตรประเภทนี้คือการออกแบบเงื่อนไขให้ชัดเจน โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยอาจกำหนดจากความเร็วลม ปริมาณฝน ระดับน้ำ หรือมูลค่าความเสียหาย เมื่อถึงเกณฑ์ที่กำหนด เงินช่วยเหลือจะถูกปล่อยออกมาโดยไม่ต้องรอกระบวนการประเมินความเสียหายที่ใช้เวลานาน

  • เพิ่มความรวดเร็วในการช่วยเหลือ: รัฐสามารถมีเงินสำรองเพื่อดูแลประชาชนหลังเกิดภัยพิบัติ
  • กระจายความเสี่ยง: ลดการพึ่งพางบประมาณแผ่นดินเพียงช่องทางเดียว
  • วางแผนการคลังได้ดีขึ้น: ทำให้รัฐบาลคาดการณ์ภาระทางการเงินและวางแผนงบประมาณล่วงหน้า
  • สร้างความร่วมมือกับตลาดทุน: เปิดทางให้นักลงทุนมีส่วนร่วมในการบริหารความเสี่ยงระดับประเทศ

บทเรียนจากจาเมกาที่ไทยควรศึกษา

คำแนะนำจากรองประธาน IMF ระบุว่า ประเทศที่ต้องการใช้พันธบัตรภัยพิบัติจำเป็นต้องจัดกลุ่มภัยพิบัติตามความถี่และมูลค่าความเสียหาย ภัยที่เกิดบ่อยแต่อาจสร้างความเสียหายไม่สูงมาก อาจใช้กลไกประกันภัยหรือกองทุนสำรอง ขณะที่ภัยรุนแรงซึ่งเกิดไม่บ่อยอาจเหมาะกับการใช้พันธบัตรภัยพิบัติเพื่อกระจายความเสี่ยงในวงกว้าง

สำหรับประเทศไทย การออกแบบเครื่องมือดังกล่าวควรพิจารณาความแตกต่างของแต่ละภูมิภาค เพราะลักษณะความเสี่ยงของภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ไม่เหมือนกัน พื้นที่หนึ่งอาจเผชิญน้ำป่าไหลหลาก ขณะที่อีกพื้นที่ต้องรับมือกับน้ำทะเลหนุน พายุ หรือฝนตกต่อเนื่อง การใช้ข้อมูลภูมิอากาศและข้อมูลความเสียหายในอดีตจึงมีความสำคัญมาก

นอกจากพันธบัตรภัยพิบัติแล้ว ไทยยังควรพัฒนาระบบเตือนภัยล่วงหน้า ฐานข้อมูลความเสี่ยง และแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นควบคู่กันไป เพราะเครื่องมือทางการเงินจะมีประสิทธิภาพก็ต่อเมื่อทำงานร่วมกับระบบบริหารจัดการภัยพิบัติที่ดี

ความท้าทายก่อนนำมาใช้จริง

แม้พันธบัตรภัยพิบัติจะมีข้อดีหลายด้าน แต่การนำมาใช้จริงต้องระวังเรื่องต้นทุน ความซับซ้อนของสัญญา และความเข้าใจของประชาชน ภาครัฐจำเป็นต้องสื่อสารให้ชัดเจนว่าเงินที่ระดมทุนจะนำไปใช้ในกรณีใด ใครเป็นผู้รับผิดชอบ และมีหลักเกณฑ์การจ่ายเงินอย่างไร นอกจากนี้ควรมีหน่วยงานอิสระตรวจสอบข้อมูลและเงื่อนไข เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับทั้งประชาชนและนักลงทุน

อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้คือความเป็นธรรม หากกำหนดเกณฑ์การจ่ายเงินจากข้อมูลเฉพาะบางพื้นที่ อาจทำให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจริงแต่ไม่เข้าเกณฑ์ไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างเพียงพอ ดังนั้นการออกแบบพันธบัตรภัยพิบัติควรเปิดรับฟังความคิดเห็นจากท้องถิ่น นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญด้านการเงินอย่างรอบด้าน

วีระยุทธชูโมเดลพันธบัตรภัยพิบัติจาเมกา เป็นสัญญาณว่าการรับมือภัยพิบัติในอนาคตอาจต้องก้าวข้ามการรอใช้งบประมาณหลังเกิดเหตุ ไปสู่การเตรียมเงินทุนและระบบบริหารความเสี่ยงไว้ล่วงหน้า หากประเทศไทยสามารถนำบทเรียนจากต่างประเทศมาปรับให้เข้ากับบริบทของตัวเองได้ ก็จะช่วยลดผลกระทบต่อประชาชนและทำให้การฟื้นฟูหลังน้ำท่วมมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ในมุมมองของแนวโน้มเศรษฐกิจ เครื่องมือทางการเงินเพื่อรับมือสภาพภูมิอากาศจะมีบทบาทเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยควรเริ่มศึกษาความเป็นไปได้อย่างจริงจัง ทดลองใช้ในพื้นที่นำร่อง และกำหนดมาตรฐานด้านข้อมูลให้โปร่งใส การเตรียมพร้อมวันนี้ย่อมดีกว่าการแก้ปัญหาแบบเร่งด่วนทุกครั้งที่เกิดน้ำท่วม เพราะความยั่งยืนของการจัดการภัยพิบัติไม่ได้วัดจากเงินช่วยเหลือเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากความสามารถในการปกป้องชีวิต เศรษฐกิจ และอนาคตของชุมชนด้วย

ที่มา – ‘วีระยุทธ’ร่วมถกเวที World Bank-IMF ชูโมเดล ‘พันธบัตรภัยพิบัติ’ จาเมกา แนะไทยประยุกต์รับมือน้ำท่วมยั่งยืน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *