ลำโพงแรกของ CMF เหมือนกล่องนม เปลี่ยนปุ่มได้
CMF แบรนด์ลูกของ Nothing เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดเครื่องเสียงไร้สายอย่างเป็นทางการ ด้วยลำโพง Bluetooth ซีรีส์ CMF S และ CMF M ที่มาพร้อมดีไซน์แปลกตาไม่เหมือนลำโพงทั่วไป เพราะได้รับแรงบันดาลใจจากกล่องนม จนทำให้ชื่อ ลำโพงแรกของ CMF เหมือนกล่องนม เปลี่ยนปุ่มได้ กลายเป็นคำอธิบายที่ตรงกับผลิตภัณฑ์รุ่นนี้อย่างมาก นอกจากรูปลักษณ์ที่โดดเด่นแล้ว ลำโพงทั้งสองรุ่นยังเปิดโอกาสให้ผู้ใช้เปลี่ยนปุ่มควบคุมและแผงด้านหน้าได้ตามสไตล์ของตัวเอง
การเปิดตัวครั้งนี้น่าสนใจตรงที่ CMF ไม่ได้ส่งลำโพงออกมาเพียงรุ่นเดียว แต่เลือกนำเสนอ 2 ขนาด เพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานที่แตกต่างกัน รุ่นเล็กคือ CMF S ซึ่งออกแบบมาให้พกพาง่าย เหมาะกับการนำไปสวนสาธารณะ ชายหาด หรือการเดินทาง ส่วนรุ่นใหญ่คือ CMF M เน้นการฟังเพลงภายในบ้าน และมีขนาดที่เหมาะกับการวางไว้ในห้องนั่งเล่นหรือพื้นที่ส่วนตัว
ลำโพงแรกของ CMF เหมือนกล่องนม เปลี่ยนปุ่มได้
CMF S มีน้ำหนักเพียง 334 กรัม จึงถือว่าเบาและสะดวกสำหรับการพกพา ขณะที่ CMF M มีน้ำหนัก 604 กรัม หรือเกือบเป็นสองเท่าของรุ่นเล็ก ความแตกต่างด้านขนาดและน้ำหนักสะท้อนให้เห็นถึงแนวทางการใช้งานของแต่ละรุ่นอย่างชัดเจน หากต้องการลำโพงสำหรับเปิดเพลงระหว่างออกไปข้างนอก รุ่น S น่าจะตอบโจทย์มากกว่า แต่ถ้าให้ความสำคัญกับพลังเสียงและการวางใช้งานประจำที่ รุ่น M ก็น่าสนใจเป็นพิเศษ
ลำโพงแรกของ CMF เหมือนกล่องนม เปลี่ยนปุ่มได้ มีเสียงแตกต่างกันอย่างไร
ในด้านฮาร์ดแวร์ CMF S มาพร้อมไดรเวอร์ขนาด 45 มิลลิเมตรจำนวน 1 ตัว และพาสซีฟเรดิเอเตอร์ 2 ตัว ส่วน CMF M ใช้ระบบเสียงที่จริงจังกว่า โดยประกอบด้วยไดรเวอร์ 2 ตัว วูฟเฟอร์สำหรับเสียงทุ้ม และทวีตเตอร์สำหรับเสียงแหลม จากสเปกดังกล่าว คาดว่าคุณภาพเสียงของทั้งสองรุ่นจะมีความแตกต่างกันพอสมควร โดยเฉพาะความดัง มิติของเสียง และพลังเบส อย่างไรก็ตาม การตัดสินคุณภาพเสียงที่แม่นยำยังต้องรอการทดลองฟังจริง
แม้มีขนาดและระบบเสียงไม่เท่ากัน แต่ลำโพงทั้งสองรุ่นกลับมีอายุการใช้งานแบตเตอรี่สูงสุดเท่ากันที่ 18 ชั่วโมงต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง ตัวเลขนี้ถือว่าน่าสนใจสำหรับลำโพงขนาดกะทัดรัด เพราะผู้ใช้สามารถเปิดเพลงระหว่างทำกิจกรรมได้ตลอดทั้งวันโดยไม่ต้องพกที่ชาร์จไปด้วยบ่อยนัก ระยะเวลาการใช้งานจริงอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับเสียง การเชื่อมต่อ และการใช้ฟีเจอร์ต่าง ๆ แต่แบตเตอรี่ 18 ชั่วโมงก็ยังถือว่าเพียงพอสำหรับการใช้งานทั่วไป
ฟีเจอร์เสียงและการเชื่อมต่อของ CMF S กับ CMF M
CMF ใส่ระบบปรับอีควอไลเซอร์ด้วย AI ซึ่งสามารถปรับเสียงแบบเรียลไทม์ให้เหมาะกับสถานการณ์การฟังมากขึ้น นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Ultra Bass สำหรับเพิ่มพลังเสียงย่านต่ำ เหมาะกับผู้ที่ชอบฟังเพลงอิเล็กทรอนิกส์ ฮิปฮอป หรือเพลงที่มีจังหวะหนักแน่น ผู้ใช้ยังสามารถเลือกอีควอไลเซอร์สำเร็จรูปผ่านแอป Nothing X หรือปรับแต่งเสียงด้วยตัวเองได้ ทำให้ลำโพงสามารถเข้ากับแนวเพลงและความชอบของแต่ละคน
ด้านการเชื่อมต่อ ลำโพงทั้งสองรุ่นรองรับ Auracast ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้เชื่อมต่อลำโพงหลายตัวเข้าด้วยกันเพื่อกระจายเสียงในพื้นที่กว้างขึ้น นอกจากนี้ยังรองรับโหมดเสียงสเตอริโอ หากมีลำโพง 2 ตัว ผู้ใช้สามารถวางแยกซ้ายและขวาเพื่อสร้างเวทีเสียงที่กว้างกว่าเดิม ฟีเจอร์นี้เหมาะกับการฟังเพลงในห้อง ดูภาพยนตร์ หรือจัดปาร์ตี้ขนาดเล็กภายในบ้าน
- CMF S ใช้ไดรเวอร์ 45 มิลลิเมตร 1 ตัว และพาสซีฟเรดิเอเตอร์ 2 ตัว
- CMF M ใช้ไดรเวอร์ 2 ตัว พร้อมวูฟเฟอร์และทวีตเตอร์
- ลำโพงทั้งสองรุ่นใช้งานแบตเตอรี่ได้นานสูงสุด 18 ชั่วโมง
- รองรับ AI ปรับ EQ แบบเรียลไทม์และโหมด Ultra Bass
- เชื่อมต่อลำโพงหลายตัวผ่าน Auracast และใช้งานเสียงสเตอริโอได้
ดีไซน์กล่องนมและการปรับแต่งที่ไม่เหมือนใคร
จุดที่ทำให้ผลิตภัณฑ์คู่นี้โดดเด่นที่สุดคือดีไซน์ CMF ตั้งใจออกแบบให้ลำโพงมีรูปร่างคล้ายภาชนะบรรจุนม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ดูสนุกและแตกต่างจากลำโพงทรงกระบอกหรือทรงสี่เหลี่ยมแบบเดิม แม้หน้าตาจะดูแปลกในครั้งแรก แต่รูปทรงดังกล่าวช่วยให้ลำโพงมีเอกลักษณ์ และสามารถกลายเป็นของตกแต่งชิ้นหนึ่งในบ้านได้ด้วย
นอกจากตัวเครื่องที่มีรูปทรงโดดเด่นแล้ว CMF ยังเพิ่มความสนุกด้วยปุ่มหมุนและแผงด้านหน้าที่ถอดเปลี่ยนได้ ผู้ใช้จึงสามารถเลือกปรับแต่งลำโพงให้เข้ากับโต๊ะทำงาน ห้องนอน หรือมุมฟังเพลงของตัวเองได้ หากชอบงานประดิษฐ์หรือมีเครื่องพิมพ์สามมิติ ก็อาจออกแบบและพิมพ์ชิ้นส่วนตกแต่งของตัวเองขึ้นมาได้เช่นกัน แนวคิดนี้ทำให้ลำโพงไม่ได้เป็นเพียงอุปกรณ์ฟังเพลง แต่ยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่เปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้แสดงตัวตน
CMF เตรียมวางจำหน่ายทั้ง CMF S และ CMF M ในสีดำ สีขาว สีส้ม และสีเทอร์ควอยซ์ ตัวเลือกสีที่หลากหลายช่วยให้ผู้ใช้เลือกให้เข้ากับสไตล์ส่วนตัวได้ง่ายขึ้น โดยเฉพาะสีส้มและสีเทอร์ควอยซ์ที่น่าจะเหมาะกับผู้ที่ต้องการลำโพงสีสันสดใสและไม่จำเจ ส่วนสีดำกับสีขาวจะเข้ากับการตกแต่งบ้านได้ง่ายกว่า
ราคาและความคุ้มค่าของลำโพง CMF
CMF S เปิดราคาที่ 59 ดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ CMF M มีราคา 109 ดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นราคาที่เข้าถึงได้เมื่อเทียบกับฟีเจอร์และแนวคิดการออกแบบที่ได้รับ สำหรับรุ่น S จุดเด่นคือความเบา พกพาง่าย และราคาเหมาะกับผู้เริ่มต้น ส่วนรุ่น M เพิ่มความสามารถด้านระบบเสียงและเหมาะกับผู้ที่ต้องการพลังเสียงมากขึ้น ทั้งสองรุ่นจึงมีตำแหน่งทางการตลาดชัดเจน และไม่ได้แข่งขันกันเองโดยตรง
เมื่อพิจารณาจากราคา ระบบเสียง ฟีเจอร์ซอฟต์แวร์ และการปรับแต่งตัวเครื่อง ลำโพงแรกของ CMF เหมือนกล่องนม เปลี่ยนปุ่มได้ เป็นผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจสำหรับคนที่เบื่อดีไซน์ลำโพงแบบเดิม หากคุณต้องการลำโพงพกพาสำหรับออกไปข้างนอก CMF S น่าจะเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม แต่ถ้าต้องการเสียงเต็มขึ้นสำหรับห้องนั่งเล่น CMF M ก็น่าพิจารณาเป็นอย่างยิ่ง
โดยรวมแล้ว CMF ใช้จุดแข็งด้านดีไซน์และราคามาสร้างความแตกต่างได้ดี ลำโพงรุ่นนี้อาจไม่ได้เหมาะกับทุกคน แต่เหมาะมากสำหรับผู้ที่ต้องการอุปกรณ์เสียงที่มีบุคลิก สนุก และปรับแต่งได้ ความเห็นส่วนตัวคือการเปลี่ยนปุ่มและแผงด้านหน้าถือเป็นไอเดียที่ช่วยให้ลำโพงมีชีวิตชีวามากขึ้น หาก CMF ตั้งราคาชิ้นส่วนเสริมได้สมเหตุสมผล ผลิตภัณฑ์นี้ก็มีโอกาสกลายเป็นลำโพงยอดนิยมในกลุ่มคนรุ่นใหม่ได้
หากคุณกำลังมองหาลำโพง Bluetooth ที่ไม่ได้มีดีแค่เสียง แต่ยังช่วยเติมสีสันให้พื้นที่ใช้งาน ลองจับตา CMF S และ CMF M เอาไว้ เพราะนี่อาจเป็นหนึ่งในลำโพงราคาคุ้มค่าที่มีดีไซน์น่าจดจำที่สุดของปี
ที่มา – CMF’s First Speakers Look Like Milk Cartons and Have Swappable Buttons
