ภาษีมหาเศรษฐีแคลิฟอร์เนียร่วงจาก 52% เหลือ 42%

ประเด็นการเมืองและเศรษฐกิจของแคลิฟอร์เนียกำลังร้อนแรงขึ้น เมื่อผลสำรวจล่าสุดสะท้อนว่าเสียงสนับสนุนมาตรการภาษีมหาเศรษฐีลดลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่เคยมีผู้เห็นด้วย 52% เหลือเพียง 42% ในการสำรวจรอบใหม่ ตัวเลขนี้ทำให้การลงประชามติ Proposition 40 หรือข้อเสนอที่ 40 กลายเป็นการแข่งขันที่สูสี และยังไม่มีใครสามารถคาดเดาผลลัพธ์ได้อย่างมั่นใจ

ข้อเสนอดังกล่าวต้องการเรียกเก็บภาษีแบบครั้งเดียวในอัตรา 5% จากมหาเศรษฐีทุกคนที่อาศัยอยู่ในรัฐ หากได้รับเสียงเห็นชอบจากผู้ลงคะแนนมากกว่า 50% เงินที่จัดเก็บได้จะถูกนำไปใช้กับบริการสาธารณะ โดยเฉพาะโครงการดูแลสุขภาพ อาหารช่วยเหลือ และการศึกษา อย่างไรก็ตาม ฝ่ายคัดค้านมองว่าภาษีรูปแบบนี้อาจสร้างความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและทำให้ผู้มีทรัพย์สินสูงย้ายออกจากรัฐ

ภาษีมหาเศรษฐีแคลิฟอร์เนียร่วงจาก 52% เหลือ 42%

ในเดือนพฤษภาคม ผลสำรวจของ Public Policy Institute of California ระบุว่า ผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแคลิฟอร์เนีย 54% สนับสนุนแนวคิดภาษีความมั่งคั่ง ขณะที่ 45% ไม่เห็นด้วย ต่อมา ผลสำรวจที่จัดทำระหว่างวันที่ 16-22 ตุลาคม พบว่าคะแนนสนับสนุนลดลงเหลือ 46% และผู้คัดค้านเพิ่มขึ้นเป็น 52% ก่อนที่ผลสำรวจจาก University of California Berkeley Institute of Governmental Studies ซึ่งจัดทำระหว่างวันที่ 19-25 ตุลาคม จะแสดงตัวเลขที่น่ากังวลกว่าเดิม โดยมีผู้สนับสนุนเพียง 42% และผู้คัดค้าน 50%

ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจเกิดจากหลายสาเหตุ ทั้งการสื่อสารของฝ่ายรณรงค์ ความกังวลเรื่องผลกระทบทางเศรษฐกิจ และจำนวนเงินมหาศาลที่ถูกใช้เพื่อโฆษณาคัดค้านข้อเสนอ ฝ่ายที่ใช้ชื่อว่า Building a Better California ซึ่งได้รับเงินสนับสนุนจาก Sergey Brin, Eric Schmidt และมหาเศรษฐีรายอื่น ใช้งบประมาณมากกว่าฝ่ายสนับสนุน Proposition 40 ถึงประมาณ 250 ต่อ 1

ภาษีมหาเศรษฐีแคลิฟอร์เนียร่วงจาก 52% เหลือ 42% เพราะอะไร

กลุ่ม Building a Better California ระดมทุนได้ประมาณ 379 ล้านดอลลาร์ และใช้เงินไปแล้วราว 148 ล้านดอลลาร์ โฆษณาของกลุ่มนี้ปรากฏให้เห็นอย่างต่อเนื่องบนโทรทัศน์และสื่อออนไลน์ในรัฐ เนื้อหาหลักพยายามเตือนประชาชนว่า หากเปิดทางให้รัฐจัดเก็บภาษีจากมหาเศรษฐีในครั้งนี้ ฝ่ายนิติบัญญัติอาจนำแนวคิดเดียวกันไปใช้กับผู้มีรายได้หรือผู้มีทรัพย์สินระดับอื่นในอนาคต

ประเด็นเรื่องการขยายฐานภาษีจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการรณรงค์ ฝ่ายคัดค้านพยายามทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งรู้สึกว่า Proposition 40 ไม่ได้จำกัดผลกระทบอยู่เฉพาะคนที่มีทรัพย์สินระดับพันล้านดอลลาร์ แม้ตัวบทข้อเสนอจะกำหนดกลุ่มเป้าหมายไว้อย่างชัดเจนก็ตาม ส่วนฝ่ายสนับสนุนยืนยันว่า มาตรการนี้เป็นการจัดเก็บเพียงครั้งเดียวจากคนที่มีความมั่งคั่งสูงมาก และเงินที่ได้จะช่วยรักษาบริการสำคัญสำหรับประชาชนทั่วไป

หาก Proposition 40 ผ่านการลงประชามติ เงินประมาณ 90% จะถูกจัดสรรให้ Medi-Cal ซึ่งเป็นโครงการสวัสดิการสุขภาพของแคลิฟอร์เนีย ส่วนอีก 10% จะนำไปใช้กับความช่วยเหลือด้านอาหารและโครงการเกี่ยวกับการศึกษา แนวทางดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากคนที่มองว่า รัฐกำลังเผชิญภาระค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพและสังคมจำนวนมาก โดยเฉพาะในช่วงที่หลายครัวเรือนยังต้องรับมือกับค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น

เสียงคัดค้านและข้อกังวลเรื่องเศรษฐกิจ

ฝ่ายคัดค้านไม่ได้ต่อสู้เพียงด้วยการโฆษณาเท่านั้น แต่ยังผลักดัน Proposition 41 และ Proposition 42 เข้าสู่บัตรลงคะแนนด้วย ทั้งสองข้อเสนอมีลักษณะคล้ายกลไกป้องกันหรือบทบัญญัติที่อาจทำให้ Proposition 40 หมดผล หากข้อเสนอภาษีได้รับการอนุมัติจากประชาชนแล้ว ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องพิจารณาข้อเสนอหลายฉบับที่เกี่ยวข้องกัน และอาจทำให้ผลลัพธ์สุดท้ายมีความซับซ้อนมากขึ้น

สำหรับ Proposition 41 ผลสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้คัดค้านอยู่ที่ 49% ขณะที่ผู้สนับสนุนอยู่ที่ 48% ส่วน Proposition 42 มีผู้เห็นด้วย 51% และไม่เห็นด้วย 47% ตัวเลขที่ใกล้เคียงกันสะท้อนว่า ชาวแคลิฟอร์เนียยังมีความคิดเห็นแตกต่างกันมาก และผู้ที่ยังไม่ตัดสินใจอาจมีบทบาทสำคัญต่อผลการลงคะแนน

ข้อเสนอนี้ยังไม่ใช่ประเด็นที่แบ่งฝ่ายตามพรรคการเมืองอย่างชัดเจน แม้จะได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มก้าวหน้า แต่ผู้บริหารพรรคเดโมแครตในรัฐบางรายกลับออกมาคัดค้าน ผู้ว่าการ Gavin Newsom ซึ่งกำลังจะพ้นตำแหน่งในเดือนมกราคม 2027 ไม่เห็นด้วยกับภาษีมหาเศรษฐี เช่นเดียวกับ Xavier Becerra ผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าการรัฐจากพรรคเดโมแครต

Newsom และ Becerra ให้เหตุผลว่า เศรษฐกิจของแคลิฟอร์เนียอาจได้รับผลกระทบ หากมหาเศรษฐีเลือกย้ายถิ่นฐานออกจากรัฐ ฝ่ายสนับสนุนภาษีโต้แย้งว่า ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจะเกิดการย้ายออกครั้งใหญ่จริง และในอดีตคำขู่ของคนร่ำรวยเรื่องการย้ายออกเพราะภาษีมักไม่เกิดขึ้นในระดับที่หลายคนคาดการณ์

มหาเศรษฐีจะย้ายออกจากรัฐจริงหรือไม่

ผู้มีทรัพย์สินสูงย่อมมีทางเลือกมากกว่าคนทั่วไป แต่การย้ายบ้าน ธุรกิจ ครอบครัว และเครือข่ายทางสังคมไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ง่ายเสมอไป ค่าใช้จ่าย โอกาสทางธุรกิจ ระบบนิเวศด้านเทคโนโลยี และคุณภาพชีวิต ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้มหาเศรษฐีจำนวนมากยังคงอยู่ในแคลิฟอร์เนีย แม้รัฐจะมีภาษีและค่าครองชีพสูงก็ตาม

ในทางกลับกัน กลุ่มประชาชนที่มีรายได้น้อยอาจเป็นผู้ที่ย้ายออกจากแคลิฟอร์เนียมากกว่า เพราะไม่สามารถรับมือกับค่าเช่าที่อยู่อาศัย ราคาบ้าน และค่าใช้จ่ายประจำวันได้ งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่า ปัญหาความสามารถในการจ่ายเป็นแรงผลักสำคัญที่ทำให้คนทั่วไปตัดสินใจย้ายถิ่นฐาน ดังนั้น การถกเถียงเรื่องมหาเศรษฐีจะย้ายออกหรือไม่จึงควรพิจารณาข้อมูลจริงมากกว่าการใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือหาเสียง

แคลิฟอร์เนียมีมหาเศรษฐีประมาณ 200 คนที่อาจได้รับผลกระทบจากภาษีครั้งเดียวนี้ บุคคลเหล่านี้มีมูลค่าทรัพย์สินรวมสูงมากเมื่อเทียบกับงบประมาณของโครงการสาธารณะหลายประเภท หนึ่งในเสียงที่น่าสนใจคือ Jensen Huang ผู้บริหาร Nvidia ซึ่งไม่ได้คัดค้านการจ่ายภาษีจำนวนมาก เขาเคยกล่าวว่า การสามารถจ่ายภาษี 8 พันล้านดอลลาร์ภายในระยะเวลา 5 ปีถือเป็นสิทธิพิเศษ และเขาไม่ได้กลัวการจ่ายภาษี แต่กลัวการกลับไปยากจน

แนวคิดดังกล่าวสะท้อนมุมมองอีกด้านของการอภิปราย คนที่เห็นด้วยกับภาษีมองว่า ความมั่งคั่งมหาศาลเกิดขึ้นได้ภายใต้ระบบสังคม โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา และตลาดแรงงานของรัฐ จึงเป็นเรื่องสมเหตุสมผลที่ผู้ได้รับประโยชน์สูงสุดจะช่วยสนับสนุนบริการเหล่านี้ ขณะที่ฝ่ายคัดค้านกังวลว่า การเก็บภาษีแบบครั้งเดียวอาจสร้างบรรทัดฐานใหม่และทำให้ผู้ประกอบการลังเลที่จะลงทุนในแคลิฟอร์เนีย

สิ่งที่ผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรจับตา

  • ผลสำรวจที่เปลี่ยนแปลงเร็ว: คะแนนสนับสนุนลดลงจากระดับเกินครึ่งมาอยู่ที่ 42% จึงควรอ่านผลสำรวจพร้อมดูช่วงเวลาการเก็บข้อมูลและกลุ่มตัวอย่าง
  • งบประมาณการรณรงค์: เงินจำนวนมากสามารถกำหนดทิศทางโฆษณาและสร้างกรอบการถกเถียงในสังคมได้ แต่ไม่ได้แปลว่าข้อมูลทุกชิ้นในโฆษณาจะถูกต้องทั้งหมด
  • การจัดสรรรายได้ภาษี: ประชาชนควรพิจารณาว่าเงิน 90% สำหรับ Medi-Cal และเงินอีก 10% สำหรับอาหารกับการศึกษาจะช่วยแก้ปัญหาได้มากน้อยเพียงใด
  • ผลต่อข้อเสนออื่น: Proposition 41 และ Proposition 42 อาจมีผลต่อการบังคับใช้ Proposition 40 จึงไม่ควรพิจารณาแต่ละข้อเสนอแยกจากกันโดยไม่ดูความเชื่อมโยง
  • คำเตือนเรื่องการย้ายรัฐ: ควรตรวจสอบหลักฐานทางเศรษฐกิจและประวัติการย้ายถิ่นฐาน แทนการตัดสินใจจากข้อความรณรงค์เพียงฝ่ายเดียว

ท้ายที่สุดแล้ว ภาษีมหาเศรษฐีแคลิฟอร์เนียร่วงจาก 52% เหลือ 42% ไม่ได้หมายความว่าผลการลงคะแนนถูกตัดสินไปแล้ว ผลสำรวจสามารถเปลี่ยนแปลงได้จนถึงวันลงคะแนน โดยเฉพาะเมื่อมีการโฆษณาและการถกเถียงอย่างเข้มข้น ประเด็นสำคัญคือผู้มีสิทธิเลือกตั้งควรศึกษาตัวบท ผลกระทบด้านงบประมาณ และข้อมูลจากหลายแหล่งก่อนตัดสินใจ ความเห็นส่วนตัวคือ มาตรการนี้ควรถูกวัดจากความโปร่งใสในการใช้เงินและผลลัพธ์ที่ประชาชนได้รับ ไม่ใช่เพียงคำขู่เรื่องการย้ายออกของคนรวยเท่านั้น ติดตามข้อมูลล่าสุดและใช้สิทธิของคุณอย่างรอบคอบ เพราะเสียงของทุกคนอาจเป็นตัวชี้ขาดอนาคตบริการสาธารณะของรัฐ

ที่มา – California’s Billionaire Tax Slips From 52% Support to 42%

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *