พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องประเด็นร้อนที่กำลังถูกพูดถึงกันอย่างกว้างขวางในแวดวงการเมืองและเศรษฐกิจไทยกันหน่อยครับ นั่นก็คือกรณีที่คุณพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ได้ออกมาแสดงความคิดเห็นอย่างตรงไปตรงมาเกี่ยวกับกระแสการคัดค้านโครงการพัฒนาต่างๆ ของรัฐบาล โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ ซึ่งถือเป็นประเด็นที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อทิศทางการพัฒนาประเทศในระยะยาว
พิพัฒน์ ชี้ไทยติดกับดักคำว่า ‘เอ็นจีโอ’ ค้านโครงการใหญ่รัฐบาล ขอให้มีเหตุผล แจงจ่อฟื้นนิคมฯ จะนะ
คุณพิพัฒน์ได้สะท้อนมุมมองว่า ทุกวันนี้เวลาที่รัฐบาลพยายามจะผลักดันโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เพื่อเศรษฐกิจของชาติ มักจะเจอกับกำแพงการคัดค้านเสมอ ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากฝ่ายค้านและกลุ่ม NGO โดยท่านมองว่าการคัดค้านไม่ใช่เรื่องผิด แต่ต้องตั้งอยู่บนฐานของ “เหตุผล” และข้อมูลที่รอบด้าน ไม่ใช่การค้านทุกเรื่องเพียงเพราะเป็นนโยบายของฝั่งตรงข้าม หรือติดกับดักความรู้สึกจนลืมผลประโยชน์ส่วนรวมที่ประชาชนจะได้รับ โดยเฉพาะเรื่องการจ้างงานและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่
เหตุผลความจำเป็นของโครงการนิคมฯ จะนะ
หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องนิคมอุตสาหกรรมจะนะ? คุณพิพัฒน์อธิบายว่า โครงการนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นความพยายามฟื้นฟูเศรษฐกิจภาคใต้เพื่อให้คนในพื้นที่มีงานทำใกล้บ้าน ไม่ต้องอพยพเข้ามาหางานทำในเมืองหลวง อีกทั้งเรื่องท่าเรือน้ำลึกแห่งที่สองก็มีความจำเป็นทางเทคนิค เพราะพื้นที่เดิมที่สงขลาเริ่มไม่เพียงพอต่อการรองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ การย้ายฐานไปที่อำเภอจะนะจึงเป็นทางเลือกเชิงยุทธศาสตร์ที่ผ่านการวิเคราะห์มาแล้ว
- สร้างโอกาส: ให้คนท้องถิ่นมีงานทำ ไม่ต้องทิ้งบ้านเกิด
- เพิ่มศักยภาพ: ท่าเรือใหม่รองรับเรือสินค้าขนาดใหญ่ได้มากขึ้น
- ความยั่งยืน: การพัฒนาควรควบคู่ไปกับเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์
ในส่วนของกรณีที่มีการปลุกกระแสโซเชียลเตรียมตั้งม็อบประท้วงนั้น ท่านได้กล่าวแบบทีเล่นทีจริงแต่ดุดันตามสไตล์ว่า หากกลุ่มผู้ชุมนุมมีเหตุผลก็ยินดีรับฟัง แต่ถ้าจะมาเพียงเพื่อรับแดดที่กรุงเทพฯ ก็ตามสบาย เพราะปัจจุบันโครงการที่ค้านกันไปก่อนหน้านี้อย่างแลนด์บริดจ์หรือ SEC บางส่วนก็ถูกชะลอไปแล้ว การประท้วงโดยขาดเหตุผลที่ชัดเจนจึงอาจเป็นการเสียเวลาเปล่า
มุมมองส่วนตัวและทิศทางในอนาคต: ในโลกยุคปัจจุบันที่เทคโนโลยีและการลงทุนไหลเวียนรวดเร็ว การที่เราติดหล่มอยู่กับการโต้เถียงโดยไม่มองข้อมูลเชิงประจักษ์อาจทำให้ไทยเสียโอกาสในการแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้าน สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการ “เปิดใจ” ฟังข้อมูลทั้งสองฝั่ง และนำผลการศึกษาที่น่าเชื่อถือมาวางบนโต๊ะเจรจาแทนการใช้อารมณ์ การพัฒนาที่ยั่งยืนควรเริ่มจากการสื่อสารที่โปร่งใสและตรวจสอบได้จากทุกภาคส่วนครับ
