พายุสุริยะเพิ่มรังสีเที่ยวบินข้ามแอตแลนติก 43%

พายุสุริยะเพิ่มรังสีเที่ยวบินข้ามแอตแลนติก 43% เป็นปรากฏการณ์สำคัญที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาทบทวนความเสี่ยงจากสภาพอวกาศต่อการเดินทางทางอากาศ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังการปะทุของดวงอาทิตย์ระดับ X5 เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน 2025 และทำให้เกิดปรากฏการณ์ Ground-Level Enhancement หรือ GLE 77 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่อนุภาครังสีจากดวงอาทิตย์มีพลังสูงจนตรวจวัดผลกระทบได้บนพื้นโลก

ข้อมูลใหม่จากการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Space Weather แสดงให้เห็นว่า เที่ยวบินจากกรุงลอนดอนไปยังนครนิวยอร์กได้รับรังสีเพิ่มขึ้นถึง 42.6% หรือคิดง่าย ๆ ว่าใกล้เคียงกับตัวเลข 43% แม้พายุสุริยะจะไม่ทำให้เครื่องบินเสียหายโดยตรงในทันที แต่ระดับรังสีที่เพิ่มขึ้นอาจมีความสำคัญต่อสุขภาพของลูกเรือ ผู้โดยสาร และระบบอิเล็กทรอนิกส์บนเครื่องบิน โดยเฉพาะเที่ยวบินที่บินในระดับความสูงมากหรือเส้นทางใกล้ขั้วโลก

พายุสุริยะเพิ่มรังสีเที่ยวบินข้ามแอตแลนติก 43% ได้อย่างไร

ดวงอาทิตย์มีวัฏจักรกิจกรรมทางแม่เหล็กประมาณ 11 ปี ในช่วงที่เข้าสู่ระยะสูงสุด ดวงอาทิตย์จะเกิดจุดมืด การปะทุสุริยะ และการปลดปล่อยมวลจากโคโรนาได้บ่อยขึ้น เดือนตุลาคม 2024 องค์การนาซายืนยันว่าดวงอาทิตย์เข้าสู่ช่วง Solar Maximum หรือจุดสูงสุดของวัฏจักรปัจจุบัน ทำให้กิจกรรมสุริยะมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นในช่วงเวลาต่อมา

โดยปกติ สนามแม่เหล็กโลกและชั้นบรรยากาศจะทำหน้าที่เหมือนเกราะ ช่วยลดปริมาณอนุภาคพลังงานสูงที่เดินทางมายังพื้นโลก อย่างไรก็ตาม หากเกิดการปะทุที่รุนแรงมาก อนุภาคเหล่านี้สามารถทะลุผ่านชั้นบรรยากาศเข้ามาได้มากขึ้น เมื่อเครื่องบินอยู่บนระดับความสูงประมาณ 30,000-40,000 ฟุต การป้องกันจากชั้นบรรยากาศก็ลดลง จึงมีโอกาสได้รับรังสีมากกว่าคนที่อยู่บนพื้นดิน

พายุสุริยะเพิ่มรังสีเที่ยวบินข้ามแอตแลนติก 43% จากข้อมูลจริง

ทีมวิจัยจากสหราชอาณาจักรและเนเธอร์แลนด์เตรียมเครื่องตรวจวัดไว้ทั้งบนบอลลูนตรวจอากาศและเครื่องบินพาณิชย์ เมื่อเกิด GLE 77 นักวิจัยสามารถนำอุปกรณ์ไปใช้งานได้ภายในเวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง ทำให้เก็บข้อมูลได้ใกล้เคียงกับเหตุการณ์จริงมากที่สุด แทนที่จะพึ่งพาการคาดการณ์จากแบบจำลองเพียงอย่างเดียว

บอลลูนที่ปล่อยจากเมืองเลอร์วิก ประเทศสกอตแลนด์ ตรวจพบระดับรังสีในช่วงแจ้งเตือนระดับปานกลางที่ความสูงสูงกว่าเพดานบินของเครื่องบินพาณิชย์ และในเวลาต่อมายังตรวจพบค่าที่สูงเกินเกณฑ์รุนแรงในระดับความสูงที่เกี่ยวข้องกับการบินความเร็วเหนือเสียง ข้อมูลนี้ชี้ให้เห็นว่าความเสี่ยงไม่ได้เท่ากันทุกพื้นที่ และอาจเปลี่ยนแปลงตามระดับความสูง เวลา และตำแหน่งของเครื่องบิน

  • เที่ยวบินลอนดอน-นิวยอร์กได้รับรังสีเพิ่มขึ้นประมาณ 42.6%
  • ระดับรังสีแตกต่างกันตามเส้นทางและความสูงของเครื่องบิน
  • บอลลูนตรวจอากาศช่วยเก็บข้อมูลเหนือระดับการบินเชิงพาณิชย์
  • การตรวจวัดโดยตรงช่วยยืนยันความแม่นยำของแบบจำลองพยากรณ์
  • นักบินและลูกเรืออาจเป็นกลุ่มที่ต้องติดตามการรับรังสีสะสมเป็นพิเศษ

ผลกระทบต่อการบินและสุขภาพ

รังสีจากพายุสุริยะประกอบด้วยอนุภาคพลังงานสูงที่สามารถรบกวนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์และระบบสื่อสารได้ ในอดีตมีเหตุการณ์ที่อนุภาคคอสมิกทำให้เกิดความผิดพลาดในระบบซอฟต์แวร์ของเครื่องบิน จนผู้ผลิตเครื่องบินตระกูล A320 ต้องเรียกเครื่องบินจำนวนประมาณ 6,000 ลำเข้าตรวจสอบและแก้ไขซอฟต์แวร์ แม้เหตุการณ์ดังกล่าวจะไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างพายุสุริยะโดยตรง แต่อนุภาคที่เป็นสาเหตุจัดอยู่ในกลุ่มเดียวกับอนุภาคที่เกิดจากการปะทุรุนแรงของดวงอาทิตย์

สำหรับผู้โดยสารทั่วไป การเดินทางด้วยเครื่องบินเพียงเที่ยวเดียวมักไม่ได้ทำให้เกิดความเสี่ยงรุนแรงทันที แต่การได้รับรังสีซ้ำ ๆ โดยเฉพาะในกลุ่มนักบินและลูกเรืออาจมีความสำคัญในระยะยาว นักวิจัยจึงต้องการข้อมูลที่ละเอียดขึ้น เพื่อช่วยสายการบินประเมินเส้นทาง ปรับระดับบิน หรือพิจารณามาตรการลดความเสี่ยงเมื่อมีการแจ้งเตือนสภาพอวกาศรุนแรง

ทำไมการเฝ้าระวังสภาพอวกาศจึงสำคัญ

เหตุการณ์ GLE 77 แสดงให้เห็นว่า การแจ้งเตือนพายุสุริยะยังมีช่องว่างที่ควรพัฒนา แม้เครื่องมือจะตรวจพบค่ารังสีสูงในบางระดับความสูง แต่หน่วยงานการบินระหว่างประเทศไม่ได้ออกประกาศเตือนอย่างเป็นทางการระหว่างเหตุการณ์นี้ สาเหตุหนึ่งคือผลกระทบมีความแตกต่างกันตามภูมิศาสตร์ และข้อมูลจากสถานีภาคพื้นดินอาจไม่สะท้อนสิ่งที่เกิดขึ้นบนเส้นทางบินได้ครบถ้วน

การติดตั้งเซ็นเซอร์บนบอลลูนและเครื่องบินจึงมีประโยชน์อย่างมาก เพราะทำให้นักวิทยาศาสตร์มองเห็นการเปลี่ยนแปลงของรังสีตลอดชั้นบรรยากาศ ข้อมูลลักษณะนี้สามารถนำไปปรับปรุงระบบพยากรณ์ เพื่อให้สายการบินและหน่วยงานควบคุมการจราจรทางอากาศมีเวลาตัดสินใจมากขึ้น หากเกิดพายุสุริยะขนาดใหญ่ในอนาคต

แม้พายุสุริยะรุนแรงจะเกิดขึ้นไม่บ่อย และไม่ได้เคลื่อนตัวมายังโลกทุกครั้ง แต่เหตุการณ์นี้ย้ำว่าเราไม่ควรมองความเสี่ยงจากอวกาศเป็นเรื่องไกลตัว การมีระบบตรวจวัดที่ประสานงานกันทั่วโลกจะช่วยให้เข้าใจผลกระทบต่อการบิน ระบบสื่อสาร และสุขภาพของมนุษย์ได้แม่นยำขึ้น

ในมุมมองของผู้เขียน การค้นพบครั้งนี้ไม่ใช่เหตุผลให้ผู้โดยสารต้องกังวลจนเลิกเดินทาง แต่เป็นสัญญาณให้วงการการบินลงทุนกับการตรวจวัดและการเตือนภัยอย่างจริงจังมากขึ้น หากคุณต้องเดินทางในช่วงที่มีการแจ้งเตือนพายุสุริยะ ควรติดตามข้อมูลจากสายการบินและหน่วยงานอุตุนิยมวิทยา เพราะการวางแผนจากข้อมูลจริงย่อมช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้ดีที่สุด

ที่มา – Last Year’s Monster Solar Storm Gave a Transatlantic Flight a 43% Radiation Boost

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *