ปลัดยุติธรรมย้ำ กฎหมายนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรมทุกกลุ่ม
ประเด็นเรื่อง กฎหมายนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรมทุกกลุ่ม กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลังปลัดกระทรวงยุติธรรมออกมาย้ำว่า การพิจารณาคำร้องต้องยึดหลักความเท่าเทียม ไม่ควรโฟกัสเฉพาะกรณีของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร เพราะหัวใจสำคัญของกฎหมายคือการช่วยเหลือผู้ที่ได้รับผลกระทบจากคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเมืองในภาพรวม
วันที่ 29 ตุลาคม ที่กระทรวงยุติธรรม ปิยะศิริ วัฒนวรางกูร ปลัดกระทรวงยุติธรรม และประธานคณะอนุกรรมการพิจารณากลั่นกรองเรื่องภายใต้ พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เปิดเผยความคืบหน้ากรณีทักษิณมอบอำนาจให้วิญญัติ ชาติมนตรี ยื่นคำร้องต่อปกรณ์ นิลประพันธ์ ประธานคณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อขอวินิจฉัยสิทธิรับการนิรโทษกรรมล้างมลทินในคดีที่เกี่ยวเนื่องกับการเมือง
กฎหมายนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรมทุกกลุ่ม ไม่ใช่เฉพาะทักษิณ
ปิยะศิริระบุว่า คณะอนุกรรมการฯ จะพิจารณาคำร้องทุกกรณีด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่ว่าผู้ยื่นคำร้องจะเป็นเยาวชน ประชาชนทั่วไป อดีตรัฐมนตรี หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง จุดยืนดังกล่าวสะท้อนว่า กฎหมายนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรมทุกกลุ่ม ไม่ได้ถูกออกแบบมาเพื่อบุคคลใดบุคคลหนึ่ง แต่เป็นกลไกที่ต้องพิจารณาจากข้อเท็จจริง เงื่อนไขของกฎหมาย และความเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองอย่างรอบด้าน
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา คดีจากการชุมนุมทางการเมืองส่งผลกระทบต่อผู้คนหลายกลุ่ม โดยเฉพาะเยาวชนและประชาชนที่ต้องเข้าสู่กระบวนการยุติธรรม บางรายยังอยู่ในชั้นพนักงานสอบสวน บางรายอยู่ระหว่างการพิจารณาของอัยการ หรืออยู่ในขั้นตอนอื่นที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การพูดถึงกฎหมายฉบับนี้จึงควรมองให้กว้างกว่าข่าวของบุคคลที่เป็นที่รู้จัก
สำหรับผู้ติดตามข่าวผ่านโซเชียลมีเดีย อาจพบการถกเถียงที่แบ่งเป็นหลายฝ่าย บางความคิดเห็นมองว่าการนิรโทษกรรมอาจเอื้อประโยชน์ให้คนบางกลุ่ม ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเป็นโอกาสในการลดความขัดแย้งและทำให้ผู้ได้รับผลกระทบกลับมาเริ่มต้นชีวิตใหม่ การทำความเข้าใจข้อเท็จจริงจึงสำคัญกว่าการตัดสินจากพาดหัวข่าวหรือคลิปสั้นเพียงไม่กี่วินาที
กระบวนการพิจารณายังต้องผ่านหลายขั้นตอน
กรณีมีข้อสังเกตว่าคำร้องของทักษิณอาจเกี่ยวข้องกับคดีภาษีหุ้นชินคอร์ปที่อยู่ในชั้นศาล ปลัดกระทรวงยุติธรรมปฏิเสธที่จะให้ความเห็นในรายละเอียด โดยชี้แจงว่ากระทรวงยุติธรรมมีหน้าที่กลั่นกรองข้อมูลและเสนอความเห็นเท่านั้น ส่วนอำนาจตัดสินใจขั้นสุดท้ายเป็นของคณะกรรมการชุดใหญ่
ประเด็นนี้ทำให้เห็นว่า การยื่นคำร้องไม่ได้หมายความว่าจะได้รับการนิรโทษกรรมโดยอัตโนมัติ แต่ยังต้องตรวจสอบรายละเอียดและเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ กระบวนการดังกล่าวมีเป้าหมายให้แล้วเสร็จภายใน 6 เดือน เพื่อให้ผู้ที่อยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรมสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ และช่วยให้สังคมเดินหน้าต่อโดยลดบาดแผลจากความขัดแย้งทางการเมือง
ขณะเดียวกัน กระทรวงยุติธรรมได้ตั้งคณะทำงานเพื่อรวบรวมข้อมูลบุคคลที่เกี่ยวข้องกับคดีชุมนุมทางการเมือง ทั้งคดีในชั้นพนักงานอัยการและคดีที่อยู่กับกรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI โดยเตรียมประชุมในสัปดาห์หน้า เพื่อพิจารณารายละเอียดและเงื่อนไขว่าบุคคลใดเข้าข่ายเกี่ยวข้องกับคดีการเมือง ก่อนประสานไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
- พิจารณาคำร้องด้วยมาตรฐานเดียวกัน ไม่แบ่งแยกสถานะของผู้ร้อง
- ตรวจสอบความเกี่ยวข้องกับคดีการเมืองและเงื่อนไขตามกฎหมาย
- รวบรวมข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อป้องกันความคลาดเคลื่อน
- เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในกรอบเวลาที่กำหนด
ในมุมของประชาชน สิ่งที่ควรติดตามไม่ใช่เพียงคำถามว่าบุคคลใดจะได้รับประโยชน์ แต่ควรดูว่ากระบวนการมีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้หลักเกณฑ์เดียวกันกับทุกคนหรือไม่ หากกฎหมายสามารถช่วยลดคดีที่เกิดจากความขัดแย้งทางการเมืองได้อย่างเป็นธรรม ก็อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างความไว้วางใจระหว่างประชาชนกับสถาบันยุติธรรม
ท้ายที่สุด กฎหมายนิรโทษกรรมคืนความเป็นธรรมทุกกลุ่ม จะเกิดผลในทางปฏิบัติได้ก็ต่อเมื่อสังคมร่วมกันมองภาพรวม ไม่ยึดติดกับชื่อของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิดพื้นที่ให้ข้อมูลที่รอบด้านมากกว่าการโต้เถียงบนโลกออนไลน์ แนวโน้มต่อจากนี้จึงอยู่ที่ความชัดเจนของหลักเกณฑ์และการสื่อสารของหน่วยงานรัฐ ประชาชนควรติดตามข้อมูลจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ และช่วยกันตรวจสอบกระบวนการอย่างสร้างสรรค์ เพื่อให้การนิรโทษกรรมเป็นกลไกคืนความเป็นธรรมอย่างแท้จริง
