“บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องเพิ่ม! รอง ปธ.ศาลปกครองสูงสุด เหตุปฏิบัติหน้าที่มิชอบ
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในวงการตุลาการอีกครั้ง เมื่อ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เดินทางไปยื่นฟ้อง พรชัย มนัสศิริเพ็ญ รองประธานศาลปกครองสูงสุด และ โสภณ บุญกูล หัวหน้าคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุด ในข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง
เรื่องราวนี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ เพราะ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ อธิบายว่า นี่เป็นผลสืบเนื่องจากการที่เคยยื่นฟ้องประธานศาลปกครองสูงสุด และประธานแผนกคดีละเมิดฯ ไปก่อนหน้านี้แล้ว ตามหลักกฎหมาย เมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดเป็นคู่กรณี จึงได้ทำหนังสือแจ้งว่าไม่ควรใช้อำนาจมอบหมายใครมากำกับดูแลคดีของตน
แต่ดูเหมือนว่าสถานการณ์กลับพลิกผัน เมื่อประธานศาลปกครองสูงสุดกลับมอบหมายให้ พรชัย รองประธานศาลปกครองสูงสุด มารับผิดชอบกำกับดูแลคดี และที่สำคัญ พรชัยกลับใช้อำนาจหน้าที่ดังกล่าว “กลั่นแกล้ง” ให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ต้องโทษทางอาญาในคดีละเมิดอำนาจศาล ทั้งที่องค์ประกอบของกฎหมายไม่เข้าข่ายความผิดดังกล่าว การอนุโลมกฎหมายมาใช้ ทำให้เกิดความเสียหาย และเป็นที่มาของการยื่นฟ้องในครั้งนี้
“บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องเพิ่ม! รอง ปธ.ศาลปกครองสูงสุด เหตุปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จริงหรือ?
พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ยังได้ให้ความเห็นเกี่ยวกับประเด็นคลิปเสียงที่ถูกเผยแพร่ออกมา โดยเน้นย้ำว่า ศาลปกครองควรตรวจสอบว่าคลิปเสียงนั้นเป็นเสียงของตุลาการที่ถูกกล่าวอ้างและองค์คณะจริงหรือไม่ ไม่ใช่กล่าวหาตนเองโดยตรง ในฐานะที่จำเลยทั้งสองเป็นตุลาการศาลปกครองชั้นสูง ย่อมทราบดีว่าข้อกล่าวหาดังกล่าวไม่เข้าองค์ประกอบความผิดของตน
สำหรับความคืบหน้าของคดี ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ได้รับคำฟ้องไว้เป็น คดีหมายเลข อท.190/2568 และได้นัดฟังคำสั่งในชั้นตรวจฟ้อง ในวันที่ 10 พฤศจิกายน 2568 เวลา 09.30 น. ซึ่งต้องติดตามกันต่อไปว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไร
ทำไมคดีนี้ถึงน่าสนใจ?
คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องราวความขัดแย้งระหว่างบุคคล แต่เป็นการตั้งคำถามถึงความโปร่งใสและความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะอย่างยิ่งในศาลปกครอง ซึ่งมีหน้าที่ในการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ
การที่อดีตนายตำรวจระดับสูงอย่าง พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ออกมาฟ้องร้องตุลาการศาลปกครองสูงสุด ย่อมเป็นสัญญาณบ่งบอกถึงความไม่ไว้วางใจในระบบ และความจำเป็นในการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมให้มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเป็นที่พึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง
สิ่งที่น่าจับตามองต่อไปคือ ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง จะพิจารณาคดีนี้อย่างไร จะมีหลักฐานหรือข้อเท็จจริงใดที่ทำให้ความจริงปรากฏ และท้ายที่สุดแล้ว ความยุติธรรมจะเกิดขึ้นได้อย่างไร
คดีนี้ยังสะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจในสังคม เมื่อผู้มีอำนาจถูกตรวจสอบโดยกระบวนการยุติธรรมอย่างจริงจัง นั่นหมายความว่าไม่มีใครอยู่เหนือกฎหมาย และทุกคนต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง
ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว การติดตามข่าวสารและความเคลื่อนไหวในคดีนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ประชาชนได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้อง ครบถ้วน และนำไปสู่การวิเคราะห์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล และนี่คืออีกหนึ่งบทเรียนสำคัญที่สังคมไทยต้องเรียนรู้ร่วมกัน
ดังนั้นการที่ “บิ๊กโจ๊ก” ฟ้องเพิ่ม! รอง ปธ.ศาลปกครองสูงสุด เหตุปฏิบัติหน้าที่มิชอบ จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตามองอย่างใกล้ชิด