นิวยอร์กไทมส์ไม่เข้าใจบทบาทของ AI ในการกดค่าจ้าง
บทความล่าสุดของนิวยอร์กไทมส์ตั้งคำถามว่า ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI กำลังเข้ามาแทนที่งานของชาวอเมริกันหรือไม่ แม้ประเด็นนี้จะสำคัญมาก แต่บทความกลับไม่ได้พูดถึงคำว่า “ค่าจ้าง” อย่างจริงจัง ทั้งที่ผลกระทบของ AI ต่อตลาดแรงงานอาจไม่ได้ปรากฏเฉพาะในรูปแบบของการเลิกจ้างหรืออัตราการว่างงานเท่านั้น คนทำงานจำนวนมากอาจยังมีงานทำ แต่กลับมีอำนาจต่อรองเรื่องเงินเดือนน้อยลงเรื่อย ๆ
ประเด็นนี้สะท้อนความหมายของหัวข้อ นิวยอร์กไทมส์ไม่เข้าใจบทบาทของ AI ในการกดค่าจ้าง ได้อย่างชัดเจน เพราะการวิเคราะห์ตลาดแรงงานที่มองเพียงจำนวนตำแหน่งงาน อาจพลาดการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับคุณภาพชีวิตและรายได้ที่แท้จริงของแรงงาน
นิวยอร์กไทมส์ไม่เข้าใจบทบาทของ AI ในการกดค่าจ้าง
บทความของเบน แคสเซลแมนใช้คำถามว่า “AI กำลังแย่งงานของเราอยู่หรือไม่” และยอมรับว่าหลักฐานในเวลานี้ยังไม่ชัดเจน บริษัทไมโครซอฟท์เคยเสนอแพ็กเกจลาออกโดยสมัครใจให้พนักงานประมาณ 60,000 คน ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมที่มีพนักงานออฟฟิศจำนวนมาก เช่น บัญชี กฎหมาย และการเงิน ก็ยังมีการจ้างงานเพิ่มขึ้นในเดือนตุลาคม
ข้อมูลดังกล่าวทำให้ภาพรวมของตลาดแรงงานยังดูไม่ได้น่ากังวลอย่างรุนแรง เศรษฐกิจสหรัฐฯ เพิ่มตำแหน่งงาน 165,000 ตำแหน่งในเดือนตุลาคม และอัตราการว่างงานลดลงมาอยู่ที่ 4.1 เปอร์เซ็นต์ หากพิจารณาเฉพาะตัวเลขเหล่านี้ อาจสรุปได้ว่าชาวอเมริกันยังคงมีโอกาสทำงานและเศรษฐกิจยังแข็งแรง
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขการจ้างงานไม่ได้บอกทุกอย่าง บริษัทอาจยังไม่เลิกจ้างพนักงานจำนวนมาก แต่กำลังใช้ความกลัวจาก AI เป็นเครื่องมือกดดันให้คนทำงานยอมรับค่าจ้างที่ต่ำลง ไม่เรียกร้องขึ้นเงินเดือน และทำงานหนักขึ้นเพื่อพิสูจน์ว่าตนเองยังมีคุณค่ามากกว่าเครื่องจักร
นิวยอร์กไทมส์ไม่เข้าใจบทบาทของ AI ในการกดค่าจ้างอย่างไร
บทบาทของ AI ในตลาดแรงงานไม่ได้มีเพียงการเข้ามาทำงานแทนมนุษย์โดยตรง แต่อาจทำหน้าที่เป็นภัยคุกคามที่แขวนอยู่เหนือศีรษะของลูกจ้าง นายจ้างไม่จำเป็นต้องนำระบบ AI มาแทนที่พนักงานทั้งหมด เพียงแค่ทำให้คนทำงานเชื่อว่าเครื่องจักรสามารถทำงานของพวกเขาได้ในราคาที่ถูกกว่า ก็อาจเพียงพอที่จะลดอำนาจต่อรองของแรงงานแล้ว
เดวิด เคลลี หัวหน้านักยุทธศาสตร์ระดับโลกของ JPMorgan Asset Management เคยพูดในรายการ CNBC อย่างตรงไปตรงมาว่า คนทำงานรู้สึกว่าเศรษฐกิจน่ากลัว พวกเขากังวลว่าจะถูก AI แทนที่ และไม่มีความกล้าพอที่จะขอขึ้นค่าจ้างหรือเรียกร้องเงินเดือนที่สูงขึ้น ขณะที่พิธีกรเลสลี พิกเกอร์ก็ยอมรับว่า ลูกจ้างรู้ดีว่าเครื่องจักรอาจทำงานเดียวกันได้ในต้นทุนที่ถูกกว่า ดังนั้นพวกเขาจึงต้องก้มหน้าทำงานต่อไป
คำพูดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่า AI มีผลต่อพฤติกรรมของแรงงาน แม้ยังไม่มีการเลิกจ้างครั้งใหญ่เกิดขึ้นก็ตาม พนักงานที่กลัวว่าจะตกงานมักไม่กล้าต่อรองเงินเดือน ไม่กล้าปฏิเสธภาระงานที่เพิ่มขึ้น และอาจยอมรับเงื่อนไขการจ้างงานที่แย่ลงเพื่อรักษาตำแหน่งของตนเอง
ความกลัว AI ทำให้อำนาจต่อรองของแรงงานลดลง
โดยทั่วไป เมื่ออัตราการว่างงานต่ำ บริษัทจะต้องแข่งขันกันเพื่อดึงดูดแรงงาน ส่งผลให้ค่าจ้างมีแนวโน้มสูงขึ้น คนทำงานเองก็รู้สึกปลอดภัยมากกว่า เพราะหากถูกเลิกจ้าง พวกเขายังมีโอกาสหางานใหม่ได้ ดังนั้นจึงกล้าขอขึ้นเงินเดือนหรือย้ายไปทำงานกับบริษัทที่เสนอผลตอบแทนดีกว่า
แต่ AI กำลังทำให้วัฏจักรแบบเดิมเปลี่ยนไป แม้อัตราการว่างงานจะไม่สูง แต่คนทำงานอาจรู้สึกว่าตนเองไม่สามารถต่อรองได้ เพราะเชื่อว่าบริษัทมีทางเลือกอื่นอยู่เสมอ นั่นคือการนำระบบอัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ หรือโมเดล AI มาใช้แทนแรงงานบางส่วน ความรู้สึกไม่มั่นคงนี้อาจเกิดขึ้นก่อนที่ตำแหน่งงานจะหายไปจริง
การศึกษาของธนาคารกลางสหรัฐฯ สาขาบอสตันในเดือนกันยายนพบว่า คนทำงานที่กลัวว่าจะสูญเสียงานให้กับ AI มีแนวโน้มเชื่อว่าตนเองไม่มีอำนาจเพียงพอในการเจรจาขอค่าจ้างที่สูงขึ้น ผลลัพธ์นี้มีความสำคัญ เพราะชี้ให้เห็นว่าความกลัวเพียงอย่างเดียวก็สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมทางเศรษฐกิจได้แล้ว
- พนักงานอาจไม่กล้าขอขึ้นเงินเดือน แม้ผลงานจะดีขึ้น
- คนทำงานอาจยอมรับภาระงานที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้รับค่าตอบแทนที่เหมาะสม
- ผู้สมัครงานอาจยอมรับเงินเดือนเริ่มต้นที่ต่ำลง เพราะกลัวว่าจะไม่มีทางเลือกอื่น
- บริษัทอาจใช้ AI เป็นเหตุผลในการชะลอการจ้างงานหรือควบคุมต้นทุน
- ชนชั้นกลางอาจมีรายได้ลดลง แม้ตัวเลขการว่างงานจะยังดูปกติ
ค่าจ้างเพิ่มไม่ทันเงินเฟ้อ
ข้อมูลค่าจ้างยังสะท้อนปัญหาอีกด้านหนึ่ง ค่าจ้างเพิ่มขึ้นประมาณ 3.1 เปอร์เซ็นต์ในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ขณะที่อัตราเงินเฟ้อรายปีอยู่ที่ประมาณ 3.7 เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่า เมื่อปรับด้วยค่าครองชีพแล้ว คนทำงานจำนวนมากมีรายได้ที่แท้จริงลดลง แม้จะได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นในตัวเลข nominal ก็ตาม
สถานการณ์นี้อธิบายได้ว่าทำไมตลาดแรงงานที่ดูตึงตัวจึงไม่รู้สึกดีสำหรับลูกจ้าง หากเงินเดือนเพิ่มขึ้นช้ากว่าราคาสินค้า ค่าเช่าบ้าน อาหาร และบริการต่าง ๆ คนทำงานก็ยังมีความเป็นอยู่แย่ลง คำถามสำคัญจึงไม่ควรมีเพียงว่า “AI ทำให้คนตกงานกี่คน” แต่ควรถามด้วยว่า “AI ทำให้คนที่ยังมีงานอยู่ได้รับค่าตอบแทนน้อยลงหรือไม่”
นิวยอร์กไทมส์อาจถูกต้องที่บอกว่ายังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่า AI กำลังแทนที่แรงงานทั้งหมดในทันที แต่การมองเช่นนั้นอาจแคบเกินไป เพราะการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานไม่ได้เกิดขึ้นแบบฉับพลันเสมอไป บางครั้งมันค่อย ๆ ปรากฏผ่านเงินเดือนที่หยุดโต สวัสดิการที่ลดลง ชั่วโมงการทำงานที่เพิ่มขึ้น และความรู้สึกไม่มั่นคงของคนทำงาน
อนาคตของชนชั้นกลางอาจถูกบีบให้เล็กลง
การถกเถียงเรื่อง AI มักเน้นภาพสุดโต่ง เช่น AI จะทำลายมนุษยชาติหรือทำให้ทุกคนตกงาน แต่ความเป็นไปได้ที่เกิดขึ้นจริงและใกล้ตัวกว่านั้นคือ ชนชั้นกลางอาจค่อย ๆ ถูกบีบให้เล็กลง คนยังมีงานทำ แต่มีรายได้และคุณภาพชีวิตลดลงเป็นเวลาหลายปี
บริษัทอาจใช้ AI เพื่อเพิ่มผลผลิตโดยไม่แบ่งผลประโยชน์ให้ลูกจ้างอย่างเป็นธรรม หากผลกำไรตกอยู่กับผู้ถือหุ้นและผู้บริหารเพียงกลุ่มเดียว ขณะที่ค่าจ้างของพนักงานถูกตรึงไว้ ความเหลื่อมล้ำก็จะขยายตัว แม้เศรษฐกิจโดยรวมจะยังสร้างตำแหน่งงานใหม่ได้ก็ตาม
นอกจากนี้ การเกษียณอายุของคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์อาจช่วยปิดบังผลกระทบของ AI ในตัวเลขการว่างงานได้ เมื่อแรงงานจำนวนมากออกจากตลาด คนที่ถูกลดตำแหน่งหรือถูกแทนที่บางส่วนอาจไม่ปรากฏเป็นผู้ว่างงานอย่างชัดเจน ภาพรวมจึงดูเหมือนปกติ ทั้งที่โอกาสในการได้งานที่มีค่าจ้างดีและความมั่นคงอาจลดลง
ดังนั้น การวิเคราะห์ AI กับตลาดแรงงานควรวัดมากกว่าจำนวนงานที่เพิ่มหรือลด ควรดูค่าจ้างจริงหลังหักเงินเฟ้อ อำนาจต่อรองของลูกจ้าง ชั่วโมงทำงาน ความมั่นคง สวัสดิการ และสัดส่วนกำไรที่บริษัทแบ่งคืนให้คนทำงานด้วย หัวข้อ นิวยอร์กไทมส์ไม่เข้าใจบทบาทของ AI ในการกดค่าจ้าง จึงชวนให้เรามองปัญหาในมุมที่ละเอียดและใกล้ชีวิตประจำวันมากขึ้น
ความเห็นของผู้เขียนคือ สังคมไม่ควรรอให้เกิดการเลิกจ้างครั้งใหญ่ก่อนจึงค่อยยอมรับว่า AI ส่งผลกระทบต่อตลาดแรงงาน เพราะการลดอำนาจต่อรองและการกดค่าจ้างกำลังเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วันนี้ คนทำงานควรติดตามข้อมูลค่าจ้างจริง รวมตัวเพื่อเจรจาอย่างเป็นธรรม และผลักดันให้นายจ้างใช้ AI เพื่อเพิ่มคุณภาพงาน ไม่ใช่ใช้ความกลัวเป็นเครื่องมือกดคนให้ยอมรับชีวิตที่แย่ลง
ที่มา – The New York Times Doesn’t Understand AI’s Role in Suppressing Wages
