นายกฯ สั่งด่วนเลขาธิการ กสทช. แจงเหตุผลจัดประชุมตามคำสั่ง ‘นพ.สรณ’ ส่อขัดคำพิพากษาศาลปกครอง
ประเด็น นายกฯ สั่งด่วนเลขาธิการ กสทช. แจงเหตุผลจัดประชุมตามคำสั่ง ‘นพ.สรณ’ ส่อขัดคำพิพากษาศาลปกครอง กำลังได้รับความสนใจจากทั้งแวดวงนโยบาย เทคโนโลยี และประชาชนทั่วไป เพราะ กสทช. เป็นหน่วยงานสำคัญที่มีบทบาทโดยตรงต่อกิจการโทรคมนาคม โทรทัศน์ วิทยุ และการกำกับดูแลคลื่นความถี่ ซึ่งล้วนเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนไทย
ล่าสุด สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีหนังสือด่วนที่สุดถึงเลขาธิการคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ กสทช. เพื่อขอให้ชี้แจงเหตุผลกรณีสำนักงาน กสทช. ออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการ กสทช. ในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 โดยระบุว่าการดำเนินการดังกล่าวเป็นไปตามคำสั่งของ นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์
นายกฯ สั่งด่วนเลขาธิการ กสทช. แจงเหตุผลจัดประชุมตามคำสั่ง ‘นพ.สรณ’ ส่อขัดคำพิพากษาศาลปกครอง
หนังสือดังกล่าวลงนามโดยไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ซึ่งปฏิบัติราชการแทนสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี เนื้อหาหลักคือการขอคำอธิบายเกี่ยวกับการดำเนินงานของสำนักงาน กสทช. ภายหลังศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของประธาน กสทช. ประเด็นนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขั้นตอนการจัดประชุม แต่ยังเชื่อมโยงกับสถานะของผู้มีอำนาจออกคำสั่งและความถูกต้องของกระบวนการทางปกครอง
ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษาในคดีหมายเลขดำที่ 1455/2569 และคดีหมายเลขแดงที่ 1590/2569 เมื่อวันที่ 25 กันยายน 2569 คดีดังกล่าวเกี่ยวข้องกับ นพ.สรณ ในฐานะผู้ฟ้องคดี และคณะกรรมการสรรหากรรมการ กสทช. ในฐานะผู้ถูกฟ้องคดี โดยข้อพิพาทสำคัญอยู่ที่การวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่
ศาลวินิจฉัยเรื่องคุณสมบัติและการสละสิทธิ์
คณะกรรมการสรรหาฯ เคยมีคำวินิจฉัยว่า นพ.สรณ ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้ามตามมาตรา 8 (2) แห่งพระราชบัญญัติองค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ พ.ศ. 2553 รวมถึงถือว่าเป็นผู้สละสิทธิ์เข้ารับตำแหน่งตามมาตรา 18
ต่อมา ศาลปกครองกลางมีคำพิพากษายกฟ้อง โดยเห็นว่าคำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ เป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมาย จุดนี้ทำให้เกิดคำถามตามมาว่า หลังมีคำพิพากษาแล้ว หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรดำเนินการอย่างไร และคำสั่งหรือกิจกรรมที่เกิดขึ้นภายใต้ชื่อของผู้ที่ถูกวินิจฉัยว่าขาดคุณสมบัติจะมีผลทางกฎหมายในระดับใด
ในหนังสือของสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีมีการอ้างถึงข้อ 69 วรรคหนึ่ง ของระเบียบที่ประชุมใหญ่ตุลาการในศาลปกครองสูงสุดว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2543 ซึ่งมีสาระสำคัญว่า การยื่นฟ้องคดีเพื่อขอให้เพิกถอนคำสั่งทางปกครอง ไม่ได้ทำให้การบังคับตามคำสั่งนั้นหยุดลงโดยอัตโนมัติ เว้นแต่ศาลจะมีคำสั่งเป็นอย่างอื่น
พูดให้เข้าใจง่ายคือ การยื่นฟ้องต่อศาลไม่ได้หมายความว่าคำสั่งเดิมจะถูกระงับทันที หากไม่มีคำสั่งทุเลาการบังคับจากศาล หน่วยงานของรัฐยังต้องพิจารณาและดำเนินการตามสถานะทางกฎหมายที่มีอยู่ในขณะนั้น ดังนั้น ฝ่ายนายกรัฐมนตรีจึงเห็นว่า นพ.สรณ ควรถูกถือว่าสละสิทธิ์ในการเข้ารับตำแหน่ง และไม่ได้เป็นกรรมการ กสทช. มาตั้งแต่ต้น ประกอบกับศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษายกฟ้องคดีดังกล่าวแล้ว
เหตุใดการจัดประชุมจึงกลายเป็นประเด็นสำคัญ
การที่สำนักงาน กสทช. ออกหนังสือเชิญประชุมคณะกรรมการในวันที่ 1 และ 2 ตุลาคม 2569 ตามคำสั่งของ นพ.สรณ จึงถูกตั้งข้อสังเกตว่าอาจไม่สอดคล้องกับคำพิพากษาของศาลปกครองกลาง หากผู้มีคำสั่งไม่มีสถานะเป็นกรรมการหรือประธานที่มีอำนาจตามกฎหมาย การดำเนินการต่อเนื่องจากคำสั่งดังกล่าวก็อาจนำไปสู่ข้อสงสัยเกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายของขั้นตอนต่าง ๆ
อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้ควรแยกพิจารณาเป็นสองส่วน ส่วนแรกคือสถานะและอำนาจของบุคคลที่ออกคำสั่ง ส่วนที่สองคือการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักงาน กสทช. ซึ่งอาจต้องทำงานต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ภารกิจเกี่ยวกับการสื่อสารและเทคโนโลยีของประเทศหยุดชะงัก การชี้แจงอย่างเป็นทางการจึงมีความสำคัญ เพราะจะช่วยอธิบายว่าหน่วยงานใช้หลักเกณฑ์ใดในการจัดประชุม และมีการตรวจสอบคำพิพากษาหรือคำสั่งศาลอย่างไร
- ด้านกฎหมาย: ต้องตรวจสอบสถานะของผู้สั่งการและผลผูกพันของคำพิพากษาอย่างรอบคอบ
- ด้านการบริหาร: สำนักงาน กสทช. ต้องทำให้การดำเนินงานไม่สะดุดและมีเอกสารอ้างอิงที่ชัดเจน
- ด้านความเชื่อมั่น: ประชาชนและผู้ประกอบการควรได้รับข้อมูลที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่สร้างความสับสน
- ด้านเทคโนโลยี: การตัดสินใจของ กสทช. มีผลต่อใบอนุญาต คลื่นความถี่ โครงข่าย และบริการดิจิทัลในวงกว้าง
สำหรับประชาชนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเป็นข้อพิพาททางกฎหมายที่ซับซ้อน แต่ผลกระทบอาจเกี่ยวข้องกับบริการที่ใช้อยู่ทุกวัน เช่น โทรศัพท์มือถือ อินเทอร์เน็ต การถ่ายทอดสด และการแข่งขันของผู้ให้บริการดิจิทัล หากโครงสร้างการตัดสินใจของหน่วยงานกำกับดูแลเกิดความไม่แน่นอน ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจและการวางแผนลงทุนในอุตสาหกรรมสื่อสาร
ในมุมของการกำกับดูแลภาครัฐ เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าหน่วยงานอิสระและหน่วยงานของรัฐจำเป็นต้องมีแนวปฏิบัติที่ชัดเจนเมื่อเกิดคำพิพากษาเกี่ยวกับคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่ง โดยเฉพาะในช่วงที่มีการเปลี่ยนผ่านหรือมีข้อโต้แย้งทางกฎหมาย การเผยแพร่เอกสารและเหตุผลอย่างเป็นระบบจะช่วยลดข่าวลือ และทำให้สังคมสามารถติดตามกระบวนการได้อย่างมีข้อมูล
ท้ายที่สุด กรณี นายกฯ สั่งด่วนเลขาธิการ กสทช. แจงเหตุผลจัดประชุมตามคำสั่ง ‘นพ.สรณ’ ส่อขัดคำพิพากษาศาลปกครอง ควรรอคำชี้แจงจากเลขาธิการ กสทช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเป็นทางการ การตรวจสอบอำนาจหน้าที่ต้องยึดหลักกฎหมาย ความโปร่งใส และความต่อเนื่องของประโยชน์สาธารณะเป็นสำคัญ สำหรับผู้ติดตามข่าวเทคโนโลยีและสื่อสาร ควรติดตามพัฒนาการเรื่องนี้ต่อไป เพราะคำชี้แจงอาจมีผลต่อทิศทางการทำงานของ กสทช. รวมถึงนโยบายดิจิทัลของประเทศในระยะต่อไป
ที่มา – นายกฯ สั่งด่วนเลขาธิการ กสทช. แจงเหตุผลจัดประชุมตามคำสั่ง ‘นพ.สรณ’ ส่อขัดคำพิพากษาศาลปกครอง
