นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โคราช สั่งเยียวยาขั้นสูงสุดเหตุเครนถล่มทับรถไฟด่วนพิเศษ กำชับ รฟท. สรุปผลสอบใน 15 วัน
เมื่อวันที่ 14 มกราคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล พร้อมด้วย พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม นำทีมผู้บริหารระดับสูงลงพื้นที่จังหวัดนครราชสีมา เพื่อติดตามสถานการณ์และเยี่ยมผู้บาดเจ็บจากเหตุ เครนถล่มทับรถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 ที่เกิดขึ้นในช่วงเช้าของวันดังกล่าว
นายกรัฐมนตรีลงพื้นที่โคราช สั่งเยียวยาขั้นสูงสุดเหตุเครนถล่มทับรถไฟด่วนพิเศษ กำชับ รฟท. สรุปผลสอบใน 15 วัน
จากการรายงานของ อนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รักษาการผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เหตุการณ์สุดเศร้าเกิดขึ้นเวลา 09.13 น. ขณะที่รถไฟด่วนพิเศษ ขบวนที่ 21 ซึ่งมีเส้นทางจาก กรุงเทพฯ ไปยังอุบลราชธานี กำลังแล่นผ่านช่วงระหว่างสถานีหนองน้ำขุ่น – สถานีสีคิ้ว ก็ถูกเครนก่อสร้างของบริษัท อิตาเลียนไทย ดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) ซึ่งอยู่ระหว่างดำเนินงานโครงการรถไฟความเร็วสูงในสัญญาที่ 3-4 ถล่มทับตู้โดยสารที่ 2 และ 3 จนทำให้รถไฟตกรางและเกิดเพลิงไหม้
ความสูญเสียในครั้งนี้ถือว่าหนักหน่วง โดยมีผู้เสียชีวิตแล้ว 32 ราย และบาดเจ็บอีก 66 ราย ซึ่งอยู่ในความดูแลของโรงพยาบาลในพื้นที่ 3 แห่ง ได้แก่ รพ.สีคิ้ว รพ.สูงเนิน และ รพ.ปากช่องนานา
มาตรการและคำสั่งการจากนายกรัฐมนตรี
ไม่รอช้า นายกรัฐมนตรีที่เดินทางไปถึงพื้นที่เหตุทันทีได้สั่งการหลายด้าน ทั้งด้านการเยียวยา ฟื้นฟู และความปลอดภัย ดังนี้:
- ด้านการเยียวยา: ให้ รฟท. ดำเนินการหารือกับคณะกรรมการ (บอร์ด) เพื่อปรับปรุงระเบียบการเยียวยาให้ครอบคลุมมากขึ้น โดยให้พิจารณาเพิ่มอัตราการชดเชย และให้บริษัทผู้รับเหมารับผิดชอบร่วมในค่าเสียหาย
- ฟื้นฟูเส้นทาง: เร่งประสานกับกรมทางหลวงเพื่อจัดส่งเครื่องจักรหนักไปยังจุดเกิดเหตุ เพื่อเปิดทางให้รถยนต์เคลื่อนย้ายโดยเร็วที่สุด พร้อมยืนยันว่าจะยึดหลักความปลอดภัยเป็นอันดับแรก
- อำนวยความสะดวกแก่ผู้ประสบภัย: จัดรถนำส่งผู้บาดเจ็บและร่างผู้เสียชีวิตกลับบ้าน พร้อมให้การดูแลครอบครัวผู้ประสบเหตุอย่างใกล้ชิดและรอบด้าน
การสอบสวนและติดตามผล
ในส่วนการสอบสวน รักษาการผู้ว่าการรถไฟฯ ได้ประกาศมาตรการหนักแน่นเพื่อป้องกันเหตุซ้ำรอย:
- สั่งให้บริษัทผู้รับเหมา หยุดการทำงานทันที จนกว่าการสอบสวนจะสิ้นสุด
- ตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริงภายใน 15 วัน และจะแจ้งความดำเนินคดีทั้งทางอาญาและแพ่ง
- จัดตั้งศูนย์ประสานงาน 24 ชั่วโมง เพื่อช่วยเหลือและติดต่อกับญาติผู้ประสบภัยตลอดเวลา
รวมพลังสู้กับความสูญเสีย
สถานการณ์ในครั้งนี้ถือเป็นบททดสอบใหญ่ของความพร้อมทั้งภาครัฐและเอกชน ท่ามกลางความเศร้าโศกและความสูญเสียของผู้โดยสารจำนวนมาก การดำเนินงานของ รถไฟความเร็วสูง อย่างปลอดภัยจึงเป็นสิ่งที่ต้องทบทวนจากประสบการณ์ครั้งนี้อย่างจริงจัง
อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้ก็ทำให้เราเห็นความร่วมมือของหน่วยงานต่างๆ ในการเร่งแก้ปัญหา และความใส่ใจจากผู้นำประเทศที่ยังคงเคียงข้างผู้ประสบภัยอย่างเต็มที่
เราเชื่อว่าการเยียวยาอย่างเป็นธรรมคือรากฐานของการฟื้นตัว และการสร้างระบบความปลอดภัยยิ่งกว่านี้คือบทเรียนสำคัญที่ประเทศไทยต้องเรียนรู้เพื่อความมั่นคงในอนาคต
หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องจะได้รับการชดเชยอย่างเต็มที่ และสังคมไทยจะผ่านพ้นวิกฤตนี้ด้วยความสามัคคี
