นักโบราณคดีพบ ‘วัง’ หลังโรมล่มสลาย
เรื่องราวของจักรวรรดิโรมันมักถูกเล่าผ่านภาพของกองทัพ เมืองขนาดใหญ่ และอนุสรณ์สถานที่ยิ่งใหญ่ แต่เมื่ออำนาจของโรมันในดินแดนฝรั่งเศสเริ่มเสื่อมลงช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 5 วิถีชีวิตแบบโรมันก็ไม่ได้หายไปทันที หลักฐานใหม่จากภูเขาแซ็งต์-โลรองต์ในเมืองเมสมงต์ ประเทศฝรั่งเศส กำลังทำให้นักวิจัยมองช่วงเปลี่ยนผ่านนี้อย่างละเอียดมากขึ้น
การขุดค้นล่าสุดเผยให้เห็นชุมชนบนเนินเขาที่ประกอบด้วยอาคารหลายหลัง อาคารเหล่านี้มีองค์ประกอบแบบโรมันอย่างชัดเจน ทั้งท่อก่อสร้าง เสาหิน พื้นคอนกรีตยกสูง และวัสดุตกแต่งคุณภาพดี หนึ่งในอาคารอาจมีระบบทำความร้อนใต้พื้นแบบไฮโปคอสต์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่พบได้ในบ้านพักของชนชั้นสูง โรงอาบน้ำ และอาคารสำคัญในโลกโรมัน
นักโบราณคดีพบ ‘วัง’ หลังโรมล่มสลาย
สถาบันวิจัยโบราณคดีเชิงป้องกันแห่งชาติฝรั่งเศส หรือ Inrap เป็นผู้ประกาศผลการค้นพบ โดยตั้งคำถามว่าอาคารแห่งนี้อาจเป็น “วัง” ในฝรั่งเศสยุคหลังโรมันหรือไม่ แม้นักวิจัยจะยังไม่ยืนยันคำตอบ แต่หลักฐานที่พบชี้ว่าอาคารดังกล่าวไม่น่าจะเป็นบ้านทั่วไป เพราะมีทั้งการออกแบบที่ซับซ้อน วัสดุก่อสร้างชั้นดี และร่องรอยของสิ่งอำนวยความสะดวกที่ต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมาก
การค้นพบนี้สำคัญเพราะช่วยเติมช่องว่างระหว่างประวัติศาสตร์โรมันกับยุคกลางตอนต้น หลังจักรวรรดิโรมันตะวันตกเสื่อมอำนาจ หลายพื้นที่ในยุโรปไม่ได้หยุดพัฒนา แต่ผู้คนยังคงนำรูปแบบสถาปัตยกรรม เทคโนโลยี และรสนิยมแบบโรมันมาปรับใช้ต่อไป โดยเฉพาะกลุ่มชนชั้นสูงที่มีอำนาจและมีความมั่งคั่ง
หลักฐานของชนชั้นสูงในเมสมงต์
บนภูเขาแซ็งต์-โลรองต์ นักโบราณคดีพบเศษแก้วจำนวนมาก ซึ่งอาจเคยเป็นส่วนหนึ่งของตะเกียง ภาชนะบนโต๊ะอาหาร หรือหน้าต่าง นอกจากนี้ยังพบเครื่องปั้นดินเผาที่ประณีต รวมถึงชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่สะท้อนการก่อสร้างอย่างมีแบบแผน เมื่อพิจารณาหลักฐานทั้งหมดร่วมกัน จึงมีความเป็นไปได้ว่าพื้นที่นี้เคยเป็นที่พักของบุคคลสำคัญหรือครอบครัวที่อยู่ในระดับสูงของสังคม
เมืองเมสมงต์ยังมีความสำคัญจากเอกสารยุคกลางตอนต้น ตำราในช่วงเวลานั้นเรียกเมืองแห่งนี้ว่า “เมืองหลัก” ของภูมิภาค อีกทั้งชื่อของเมืองยังปรากฏในงานเขียนชีวประวัตินักบุญของศาสนาคริสต์อยู่บ่อยครั้ง เอกสารเหล่านี้กล่าวถึงบุคคลจากตระกูลชั้นสูงที่มีความเกี่ยวข้องกับเมสมงต์ จึงทำให้หลักฐานทางโบราณคดีครั้งใหม่น่าสนใจเป็นพิเศษ
ตัวอย่างหนึ่งคือบิชอปเกรกอรีแห่งล็องกร์ ซึ่งมีรายงานว่าแต่งตั้งยูสตาซ หลานชายของเขา ให้เป็นผู้นำชุมชนสงฆ์ในเมืองดีฌง ก่อนหน้านั้น ยูสตาซเคยเป็นนักบวชอยู่ที่เมสมงต์ ข้อมูลลักษณะนี้ไม่ได้พิสูจน์ว่าอาคารที่ค้นพบเป็นของบุคคลใดบุคคลหนึ่งโดยตรง แต่ช่วยยืนยันว่าเมืองแห่งนี้อาจเป็นศูนย์กลางของกลุ่มชนชั้นสูงและผู้นำทางศาสนาในยุคนั้น
นักโบราณคดีพบ ‘วัง’ หลังโรมล่มสลายจากการขุดค้นหลายช่วง
มนุษย์เข้ามาอาศัยบนภูเขาแซ็งต์-โลรองต์ตั้งแต่ยุคหินใหม่ หรือประมาณ 6,000 ถึง 2,200 ปีก่อนคริสตกาล อย่างไรก็ตาม พื้นที่แห่งนี้ดูเหมือนจะถูกทิ้งร้างในช่วงที่โรมันเข้ามามีอำนาจ ก่อนจะกลับมามีผู้คนใช้พื้นที่อีกครั้งในยุคกลางตอนต้น ประวัติการศึกษาพื้นที่เริ่มขึ้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 18 แต่การสำรวจสมัยใหม่เริ่มเป็นระบบมากขึ้นในปี 2019
ทีมนักวิจัยที่นำโดยอองตวน กีเชอโต จาก Inrap สามารถยืนยันได้ว่า บนยอดเขามีชุมชนขนาดเล็กตั้งอยู่ การสำรวจระหว่างปี 2022 ถึง 2024 ยังมุ่งศึกษาคริสตจักรหินขนาดใหญ่ที่ถูกค้นพบครั้งแรกในทศวรรษ 1970 นักวิจัยพบเศษกระจกหน้าต่างจำนวนมาก อุปกรณ์ให้แสงสว่าง ฉากกั้นบริเวณแท่นพิธี และสิ่งที่อาจเป็นม้านั่งสำหรับพิธีกรรม หลักฐานเหล่านี้ทำให้เชื่อได้สูงว่าอาคารดังกล่าวเคยเป็นโบสถ์หรือสถานที่ประกอบพิธีทางศาสนา
สำหรับการสำรวจรอบล่าสุด ทีมงานหันไปตรวจสอบอาคารทางตะวันตกของบริเวณโบสถ์ จุดนี้เองที่พบองค์ประกอบแบบโรมันจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นท่อ เสา และพื้นคอนกรีตยกสูง นักวิจัยเชื่อว่าพื้นเหล่านี้อาจเป็นส่วนหนึ่งของระบบไฮโปคอสต์ ซึ่งใช้ส่งความร้อนจากเตาไฟผ่านช่องว่างใต้พื้นขึ้นไปยังห้องด้านบน
- เศษแก้ว: อาจมาจากหน้าต่าง ตะเกียง หรือภาชนะราคาแพง
- ท่อและเสาแบบโรมัน: แสดงถึงการก่อสร้างที่ได้รับอิทธิพลจากเทคโนโลยีโรมัน
- พื้นยกสูง: อาจเกี่ยวข้องกับระบบทำความร้อนใต้พื้นแบบไฮโปคอสต์
- เครื่องปั้นดินเผาประณีต: สะท้อนรสนิยมและฐานะของผู้ใช้อาคาร
- ผังอาคารซับซ้อน: บ่งชี้ว่าผู้ก่อสร้างมีทั้งทรัพยากรและแรงงานจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม นักโบราณคดียังไม่สามารถระบุได้แน่ชัดว่าใครเป็นเจ้าของสถานที่แห่งนี้ หลักฐานส่วนหนึ่งสูญหายไปจากการเข้ามาหาโบราณวัตถุด้วยเครื่องตรวจโลหะ การรบกวนชั้นดินทำให้ข้อมูลสำคัญบางอย่างถูกทำลายอย่างไม่สามารถกู้คืนได้ นักวิจัยจึงต้องใช้หลักฐานที่เหลืออยู่ประกอบกับข้อมูลจากเอกสารโบราณและชีวประวัตินักบุญเพื่อประเมินความเป็นไปได้
ประเด็นนี้ทำให้คำว่า “วัง” ยังควรใช้ด้วยความระมัดระวัง เพราะยังไม่มีหลักฐานตรง ๆ ว่าอาคารเป็นพระราชวังของกษัตริย์หรือเป็นที่พำนักของนักบุญคนใด แต่คำเรียกดังกล่าวสะท้อนความโดดเด่นของโครงสร้างได้ดี เมื่อเทียบกับบ้านพักธรรมดา อาคารแห่งนี้มีขนาด การตกแต่ง และระบบสาธารณูปโภคที่เหนือกว่าอย่างเห็นได้ชัด
ในมุมมองที่กว้างขึ้น การค้นพบนี้ยังช่วยแก้ภาพจำที่ว่าช่วงเวลาหลังการล่มสลายของโรมันมีเพียงสงคราม การรุกรานของชนเผ่า และกษัตริย์ที่ไร้อำนาจเท่านั้น แท้จริงแล้วชุมชนบางแห่งยังคงรักษาความรู้ด้านวิศวกรรม สถาปัตยกรรม และการจัดการสังคมเอาไว้ ผู้คนยังสร้างอาคารคุณภาพสูง ใช้เทคโนโลยีเดิม และพัฒนาศูนย์กลางทางศาสนาหรือการเมืองในรูปแบบใหม่
ดังนั้น นักโบราณคดีพบ ‘วัง’ หลังโรมล่มสลาย จึงไม่ใช่แค่ข่าวการพบอาคารเก่า แต่เป็นหลักฐานที่ชวนให้เราเข้าใจว่าอิทธิพลของโรมันดำรงอยู่ได้นานกว่าการสิ้นสุดของจักรวรรดิอย่างเป็นทางการ หากการขุดค้นในอนาคตพบข้อมูลเพิ่มเติม เราอาจได้รู้ว่าใครใช้สถานที่แห่งนี้ และเมสมงต์มีบทบาทสำคัญเพียงใดในสังคมยุโรปยุคกลางตอนต้น
ความคิดเห็นที่น่าสนใจคือ ประวัติศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนผ่านแบบฉับพลันเสมอไป หลายครั้งวัฒนธรรมเก่าจะค่อย ๆ ผสมกับความเชื่อและอำนาจรูปแบบใหม่ สำหรับผู้สนใจเรื่องโรมันและยุคกลาง การค้นพบที่เมสมงต์จึงเป็นเครื่องเตือนใจว่า แม้จักรวรรดิจะล่มสลาย แต่ความรู้ วิถีชีวิต และแนวคิดของผู้คนยังเดินทางต่อไปได้เสมอ
ที่มา – Archaeologists Find Possible ‘Palace’ Where Roman Life Continued After Rome Fell
