นักวิชาการเผย สนช. เคยคาดไว้เมื่อ 9 ปีก่อนระบบเลือก สว. มีช่องโหว่ให้นักการเมืองส่งกลุ่มจัดตั้งเข้าแทรกแซง 5 พันล้านยึดประเทศได้
สวัสดีครับทุกคน วันนี้เรามาคุยเรื่องที่น่าสนใจและส่งผลกระทบต่อภาพรวมทางการเมืองของบ้านเรากันหน่อยครับ หลายคนอาจจะสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ถึงมีประเด็นเรื่องการเลือก สว. หนาหูเหลือเกิน แต่รู้ไหมครับว่าจริงๆ แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่เลย เพราะมีรายงานที่ชวนอึ้งว่า นักวิชาการเผย สนช. เคยคาดไว้เมื่อ 9 ปีก่อนระบบเลือก สว. มีช่องโหว่ให้นักการเมืองส่งกลุ่มจัดตั้งเข้าแทรกแซง 5 พันล้านยึดประเทศได้ ซึ่งเป็นคำเตือนที่แม่นยำอย่างกับพยากรณ์ล่วงหน้าเลยทีเดียวครับ
นักวิชาการเผย สนช. เคยคาดไว้เมื่อ 9 ปีก่อนระบบเลือก สว. มีช่องโหว่ให้นักการเมืองส่งกลุ่มจัดตั้งเข้าแทรกแซง 5 พันล้านยึดประเทศได้
ย้อนกลับไปในการประชุม สนช. เมื่อปี 2560 มีบันทึกการประชุมที่น่าสนใจมากครับ คุณปุรวิชญ์ วัฒนสุข อาจารย์จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้นำข้อมูลมายืนยันว่า ในอดีตสมาชิก สนช. หลายท่านเคยตั้งข้อสังเกตแล้วว่าระบบการเลือกกันเองนั้นมีช่องโหว่ที่เปิดทางให้พรรคการเมืองสามารถส่งคนเข้ามาเป็น “กลุ่มจัดตั้ง” หรือที่ปัจจุบันเราเรียกกันติดปากว่ากลุ่ม “กามิกาเซ่” หรือ “หน่วยพลีชีพ” เพื่อมาทำหน้าที่ลงคะแนนตามสั่งของ “โค้ช” นั่นเองครับ
สิ่งที่น่ากลัวคือตัวเลขการประเมินครับ มีการคาดการณ์ว่าอาจใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาทเพื่อควบคุมเสียงในวุฒิสภา ซึ่งหากทำสำเร็จ นั่นหมายถึงอำนาจในการยึดกลไกการเมืองทั้งประเทศผ่านตัวแทนที่ถูกจัดตั้งมาตั้งแต่นระดับอำเภอและจังหวัด ฟังดูเหมือนพล็อตหนังการเมือง แต่ในโลกความเป็นจริงมันคือเรื่องที่เกิดขึ้นแล้วจริงๆ ครับ
ทำไมระบบถึงเอื้อให้เกิดการแทรกแซงได้ง่าย?
- การบล็อกโหวต: ระบบที่ให้ผู้สมัครเลือกกันเองโดยแบ่งกลุ่มอาชีพ 20 กลุ่ม ทำให้ง่ายต่อการที่กลุ่มการเมืองจะส่งคนจำนวนมากเข้ามาคุมคะแนน
- บทบาทของ ‘โค้ช’: การมีผู้จัดการส่วนตัวคอยสั่งการผู้สมัคร ทำให้คะแนนถูกเทไปในทิศทางที่ต้องการได้อย่างแม่นยำ
- ค่าสมัครที่คุ้มค่า: เมื่อเทียบกับโอกาสในการเข้าไปมีอำนาจใน สว. ค่าสมัครหลักพันถือเป็นตัวเลขที่จิ๊บจ๊อยมากสำหรับกลุ่มทุนใหญ่
หากเราวิเคราะห์ตามหลักการที่ อ.ปุรวิชญ์ ได้นำเสนอ จะเห็นได้ว่าระบบการได้มาซึ่ง สว. ในปัจจุบัน แทบจะลอกพิมพ์เขียวมาจากความกังวลของ สนช. เมื่อ 9 ปีที่แล้วไม่มีผิดเพี้ยน นี่เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าหากระบบการเมืองถูกออกแบบมาอย่างไม่รัดกุมตั้งแต่ต้น ผลลัพธ์สุดท้ายก็จะกลายเป็นเครื่องมือของผู้มีอิทธิพลมากกว่าเป็นเสียงสะท้อนจากประชาชนอย่างแท้จริงครับ
มุมมองส่วนตัวและทางออกในอนาคต: ผมมองว่าเทคโนโลยีและความโปร่งใสควรเป็นหัวใจสำคัญของการเลือกตั้งในยุคใหม่ เราไม่ควรยอมให้ระบบการเมืองถูกครอบงำด้วยเม็ดเงินที่มหาศาลแบบนี้อีกต่อไป ประชาชนในฐานะเจ้าของอำนาจควรตระหนักรู้และช่วยกันเฝ้าดูการทำงานขององค์กรอิสระให้มากขึ้น หากเราปล่อยให้ช่องโหว่เหล่านี้ดำรงอยู่ต่อไป การพัฒนาประเทศคงเป็นเรื่องที่ยากลำบากครับ
หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกคนเข้าใจถึงที่มาของปัญหาในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้นนะครับ อย่าลืมติดตามข่าวสารอย่างรอบด้านและตั้งคำถามกับทุกกระบวนการทางการเมืองเสมอ เพื่อร่วมกันสร้างการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นให้กับสังคมของเราครับ
