ต้นตอรูโหว่โอโซนไม่ใช่ CFCs อย่างที่เคยเข้าใจกัน
เชื่อไหมว่าเหตุการณ์รูโหว่โอโซนที่พวกเรากังวลกันมาตลอดหลายทศวรรษ อาจไม่ได้เริ่มต้นจากสาร CFCs อย่างที่ตำราเคยสอนไว้! การค้นพบใหม่จากทีมนักวิจัยชั้นนำทำเอาวงการวิทยาศาสตร์ต้องกลับมาทบทวนประวัติศาสตร์ของชั้นบรรยากาศโลกกันใหม่เลยทีเดียว
ต้นตอรูโหว่โอโซนไม่ใช่ CFCs อย่างที่เคยเข้าใจกัน
เมื่อปี 1985 โลกต้องตกตะลึงเมื่อนักวิจัยค้นพบรูโหว่ในชั้นโอโซนเหนือทวีปแอนตาร์กติกา ซึ่งในขณะนั้นผลการศึกษาจำนวนมากชี้ไปที่สารคลอโรฟลูออโรคาร์บอน หรือ CFCs ว่าเป็นตัวการหลักที่ทำลายโอโซนมาตั้งแต่ยุค 1970 แต่ล่าสุดงานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร PNAS ได้เผยความจริงที่น่าประหลาดใจว่า กระบวนการทำลายโอโซนเริ่มขึ้นตั้งแต่ช่วงปี 1957 แล้ว ซึ่งเร็วกว่าที่เราเคยคาดการณ์ไว้หลายสิบปี
เปิดโปงสารเคมีที่อยู่เบื้องหลังการทำลายโอโซน
จากการจำลองสถานการณ์และเปรียบเทียบข้อมูลย้อนหลัง ต้นตอรูโหว่โอโซนไม่ใช่ CFCs อย่างที่เคยเข้าใจกัน ในช่วงแรกของการเริ่มลดระดับลงของโอโซน แต่กลับเป็นสารที่เรียกว่า ‘คาร์บอนเตตระคลอไรด์’ (Carbon Tetrachloride) ซึ่งเป็นสารเคมีที่ใช้ในอุตสาหกรรมซักแห้งและน้ำยาล้างคราบไขมันมาตั้งแต่ปี 1930
- จุดเริ่มต้นการบางของโอโซนอยู่ที่ชั้นบรรยากาศสตราโตสเฟียร์เหนือเขตร้อน ไม่ใช่แอนตาร์กติกา
- สารคาร์บอนเตตระคลอไรด์เป็นตัวการสำคัญที่ทำงานก่อนที่ CFCs จะถูกนำมาใช้แพร่หลาย
- การติดตามสถานะชั้นบรรยากาศอย่างต่อเนื่องมีความจำเป็นอย่างยิ่งเพื่อป้องกันความผิดพลาดในอนาคต
ศาสตราจารย์ Susan Solomon ผู้นำทีมวิจัยจาก MIT กล่าวว่า นี่เป็นเรื่องที่ชวนขบคิดมาก เพราะการที่รูโหว่โอโซนเริ่มก่อตัวเร็วขนาดนั้นแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของสารเคมีต่อชั้นบรรยากาศโลกมีความซับซ้อนกว่าที่คิด แม้ว่าปัจจุบันสารเหล่านี้จะถูกแบนและควบคุมด้วยพิธีสารมอนทรีออลแล้ว แต่บทเรียนนี้ยังคงสอนเราได้ดีว่า เราห้ามประมาทในการปล่อยสารเคมีสู่ชั้นบรรยากาศเด็ดขาด
ในท้ายที่สุด ความสำเร็จในการรักษาชั้นโอโซนในวันนี้ไม่ได้หมายความว่าเราจะหยุดนิ่งได้ แต่เป็นเครื่องเตือนใจว่าการเฝ้าระวังทางวิทยาศาสตร์ต้องมีความละเอียดและสม่ำเสมอ เพื่อให้มั่นใจว่าโลกจะยังคงได้รับเกราะป้องกันรังสี UV จากดวงอาทิตย์ต่อไปได้อย่างปลอดภัย คุณล่ะคิดว่าเราควรให้ความสำคัญกับการตรวจสอบมลพิษทางอากาศให้เข้มงวดมากขึ้นกว่าเดิมอย่างไร?
ที่มา – The Ozone Hole’s Earliest Cause Wasn’t CFCs After All
