ต้นฉบับวอยนิชอ่านไม่ได้ เพราะหน้าอาจเรียงผิดลำดับ

ต้นฉบับวอยนิชอ่านไม่ได้ เพราะหน้าอาจเรียงผิดลำดับ อาจเป็นคำอธิบายที่ทำให้ปริศนาหนังสือโบราณเล่มนี้น่าสนใจยิ่งขึ้น ต้นฉบับวอยนิชถือเป็นหนึ่งในเอกสารลึกลับที่สุดของโลก เพราะตลอดเวลากว่าหนึ่งศตวรรษ นักประวัติศาสตร์ นักภาษาศาสตร์ และนักถอดรหัสจำนวนมากพยายามทำความเข้าใจตัวอักษร ภาพวาด และโครงสร้างของหนังสือ แต่ยังไม่มีใครสามารถอ่านเนื้อหาได้อย่างเป็นที่ยอมรับ

งานวิจัยล่าสุดเสนอว่า ปัญหาอาจไม่ได้อยู่ที่ภาษาเพียงอย่างเดียว แต่อาจอยู่ที่การเข้าเล่มด้วย นักวิจัยพบความเป็นไปได้ว่าแผ่นกระดาษของต้นฉบับถูกจัดวางผิดลำดับตั้งแต่ช่วงใดช่วงหนึ่งในอดีต หากเป็นจริง ข้อมูลที่นักวิชาการเคยวิเคราะห์โดยอ้างอิงลำดับหน้าปัจจุบันก็อาจต้องนำกลับมาทบทวนใหม่ทั้งหมด

ต้นฉบับวอยนิชอ่านไม่ได้ เพราะหน้าอาจเรียงผิดลำดับ

ต้นฉบับวอยนิชมีอายุราว 600 ปี และปัจจุบันอยู่ภายใต้การดูแลของห้องสมุดเยล หนังสือเล่มนี้มีประมาณ 240 หน้า เต็มไปด้วยตัวอักษรที่ยังไม่มีใครยืนยันความหมาย รวมถึงภาพพืชประหลาด แผนผังดาราศาสตร์ สัญลักษณ์จักรราศี และภาพผู้หญิงกำลังอาบน้ำ ภาษาที่ปรากฏในเอกสารถูกเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า “วอยนิชอีส” ตามชื่อของ Wilfrid M. Voynich ผู้จำหน่ายหนังสือหายากที่นำต้นฉบับเข้าสู่วงการวิชาการในช่วงต้นศตวรรษที่ 20

ความลึกลับไม่ได้เกิดจากตัวอักษรเท่านั้น แต่ยังมาจากรูปแบบการจัดวางเนื้อหาและภาพประกอบ หลายหน้าดูเหมือนมีภาพที่ต่อเนื่องกัน แต่ส่วนหนึ่งของภาพกลับหายไปอยู่บริเวณสันหนังสือ หรือปรากฏอีกครั้งในหน้าที่อยู่ห่างออกไป เมื่อพิจารณาตามลำดับหน้าปัจจุบัน ภาพเหล่านั้นแทบไม่สมเหตุสมผล อย่างไรก็ตาม หากหน้ากระดาษบางส่วนถูกสลับตำแหน่ง ภาพที่ขาดช่วงอาจกลับมาต่อกันได้

ต้นฉบับวอยนิชอ่านไม่ได้ เพราะหน้าอาจเรียงผิดลำดับจริงหรือไม่

นักวิจัย Lisa Fagin Davis และ Colin Layfield สังเกตเห็นความผิดปกติหลายประการจากการศึกษาต้นฉบับ ในงานวิจัยก่อนหน้านี้ Davis พบหลักฐานว่ามีผู้คัดลอกอย่างน้อยห้าคนร่วมกันเขียนหนังสือเล่มนี้ การมีผู้เขียนหลายคนไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้สำหรับเอกสารยุคกลาง แต่ลักษณะการสลับหน้าของผู้คัดลอกกลับดูแปลกกว่าปกติ เพราะโดยทั่วไปผู้คัดลอกคนหนึ่งมักรับผิดชอบเขียนเอกสารเป็นชุดหรือเป็นเล่มย่อยให้เสร็จ

นักวิจัยใช้เทคนิคที่เรียกว่า Latent Semantic Analysis หรือ LSA ซึ่งเป็นวิธีวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างคำและเนื้อหา แม้เทคนิคนี้จะพัฒนาขึ้นมาหลายสิบปีแล้ว แต่เหมาะกับชุดข้อมูลขนาดเล็กอย่างต้นฉบับวอยนิช นักวิจัยนำวิธีดังกล่าวมาเปรียบเทียบหน้าที่ควรอยู่ด้านในของแผ่นพับเดียวกัน หรือหน้าที่หันเข้าหากันเมื่อกระดาษถูกพับครึ่ง

ผลการวิเคราะห์พบว่า หน้าบางคู่มีความคล้ายคลึงกันทางความหมายมากกว่าที่คาด แม้ตามลำดับปัจจุบันจะมีหน้าหลายหน้าแทรกอยู่ระหว่างกัน ข้อมูลนี้ทำให้เกิดสมมติฐานว่า หน้าคู่ดังกล่าวอาจเคยอยู่ติดกันในแผ่นกระดาษเดียวกัน แต่ถูกนำไปเข้าเล่มในรูปแบบที่ไม่ถูกต้องในภายหลัง

หลักฐานที่สนับสนุนการเรียงหน้าครั้งใหม่

ทีมวิจัยลองจัดหน้าต้นฉบับใหม่ โดยตั้งสมมติฐานว่าเอกสารถูกสร้างจากแผ่นกระดาษที่พับครึ่งและวางซ้อนกันเป็นชุด หรือที่เรียกว่า bifolia เมื่อจัดวางตามแนวคิดนี้ รายละเอียดบางอย่างเริ่มดูมีเหตุผลมากขึ้น เช่น ภาพบางภาพที่เคยดูเหมือนถูกตัดขาดกลับสามารถเชื่อมต่อกันผ่านบริเวณสันหนังสือได้

อีกจุดหนึ่งคือการพบตัวอักษรขนาดใหญ่ผิดปกติในช่วงต้นของส่วนหนึ่ง นักวิจัยมองว่านี่อาจเป็นสัญญาณว่าหน้านั้นควรเป็นจุดเริ่มต้นของเนื้อหาบทหนึ่ง ไม่ใช่หน้าที่อยู่กลางชุดอย่างที่ลำดับปัจจุบันแสดงไว้ นอกจากนี้ รูปแบบลายมือและการกระจายตัวของภาพประกอบยังอาจช่วยบอกได้ว่าแผ่นกระดาษใดเคยอยู่คู่กัน

  • ภาพประกอบบางส่วนอาจต่อเนื่องกัน แม้ปัจจุบันจะถูกคั่นด้วยหลายหน้า
  • ผู้คัดลอกหลายคนเขียนสลับกันผิดธรรมชาติ เมื่อพิจารณาตามรูปแบบการเข้าเล่มที่มีอยู่
  • การวิเคราะห์ด้วย LSA พบความคล้ายคลึงของหน้าคู่ ที่ควรอยู่ด้านในของแผ่นพับเดียวกัน
  • อักษรเปิดบทบางแห่งมีขนาดใหญ่เป็นพิเศษ ซึ่งอาจบ่งบอกตำแหน่งเริ่มต้นของส่วนเนื้อหา

การค้นพบนี้เปลี่ยนความเข้าใจเกี่ยวกับวอยนิชอย่างไร

หากข้อสันนิษฐานนี้ถูกต้อง นักวิชาการจำเป็นต้องระมัดระวังเมื่อตีความโครงสร้างของวอยนิชอีส เพราะการอ่านหน้าที่เรียงผิดลำดับอาจทำให้ข้อความดูไร้ความหมายมากกว่าความเป็นจริง ลำดับคำ รูปแบบประโยค และการเชื่อมโยงระหว่างภาพกับข้อความอาจถูกทำลายจากการเข้าเล่มที่ผิดพลาด

อย่างไรก็ตาม การเรียงหน้าใหม่ไม่ได้หมายความว่าเราจะสามารถอ่านต้นฉบับได้ทันที ภาษาในหนังสือยังคงไม่ทราบว่าเป็นรหัส ภาษาที่สูญหาย ระบบการเขียนเฉพาะกลุ่ม หรือข้อความที่ไม่มีความหมาย นักวิจัยจึงยังไม่สามารถยืนยันได้ว่าการจัดหน้าแบบใหม่ถูกต้องทุกส่วน สิ่งที่ค้นพบเป็นเพียงหลักฐานสำคัญที่ช่วยชี้ว่าโครงสร้างทางกายภาพของหนังสือควรได้รับการศึกษาไปพร้อมกับตัวอักษรและภาพประกอบ

เรื่องนี้ยังเปลี่ยนภาพจำเกี่ยวกับผู้สร้างต้นฉบับด้วย เดิมหลายคนจินตนาการว่าเอกสารอาจมาจากอัจฉริยะเพียงคนเดียวหรือบุคคลลึกลับที่ทำงานตามลำพัง แต่หลักฐานเรื่องผู้คัดลอกอย่างน้อยห้าคนทำให้เห็นความเป็นไปได้ว่า ต้นฉบับอาจเกิดจากชุมชนหรือกลุ่มคนที่มีแนวทางการเขียนร่วมกัน การทำความเข้าใจบริบททางสังคมของผู้สร้างอาจสำคัญไม่แพ้การถอดรหัสตัวอักษร

อนาคตของการศึกษาต้นฉบับวอยนิช

นักวิจัยกำลังพิจารณาว่าจะนำวิธีการเดียวกันไปใช้กับส่วนอื่นของต้นฉบับหรือไม่ หากพบรูปแบบคล้ายกันหลายจุด ก็จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้กับแนวคิดว่าหนังสือถูกเข้าเล่มผิดครั้งใหญ่ การใช้เทคโนโลยีประมวลผลภาษา การวิเคราะห์ภาพ และการตรวจสอบวัสดุของกระดาษร่วมกัน อาจทำให้นักวิชาการเห็นประวัติของเอกสารชัดเจนขึ้น

สิ่งที่ทำให้กรณีนี้น่าสนใจคือ แม้จะยังอ่านวอยนิชอีสไม่ได้ แต่การศึกษาหนังสือก็ยังค่อย ๆ เปิดเผยข้อมูลผ่านลายมือ การพับกระดาษ รอยเย็บ สีหมึก และตำแหน่งของภาพ ทุกเบาะแสช่วยให้เราเข้าใกล้คำตอบว่าใครเป็นผู้สร้างหนังสือ สร้างขึ้นเพื่ออะไร และถูกเปลี่ยนแปลงอย่างไรระหว่างการเดินทางผ่านมือผู้คนหลายยุคสมัย

มุมมองส่งท้าย: ต้นฉบับวอยนิชอ่านไม่ได้ เพราะหน้าอาจเรียงผิดลำดับ เป็นสมมติฐานที่ยังต้องพิสูจน์เพิ่มเติม แต่ก็เตือนเราได้ดีว่าการไขปริศนาเอกสารโบราณไม่ควรดูแค่ความหมายของตัวอักษร บางครั้งคำตอบอาจซ่อนอยู่ในสิ่งพื้นฐานที่สุด นั่นคือหน้ากระดาษที่เราเปิดอ่านอยู่นั่นเอง หากคุณสนใจประวัติศาสตร์และเรื่องลึกลับ ลองติดตามงานวิจัยใหม่ ๆ เพราะการค้นพบครั้งต่อไปอาจทำให้ภาพของต้นฉบับเล่มนี้เปลี่ยนไปอีกครั้ง

ที่มา – No Wonder We Can’t Read the Voynich Manuscript—Its Pages Are Probably Out of Order

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *