ตร.บุก 4 หมู่บ้านหรูกลางกรุง ทลายนอมินีต่างชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์-หนีหมายแดง
ข่าวการบุกตรวจค้นบ้านหรูใจกลางกรุงเทพฯ ครั้งนี้ได้รับความสนใจอย่างมาก หลังตำรวจเปิดปฏิบัติการเฟสที่ 8 เพื่อตรวจสอบเครือข่ายนอมินีต่างชาติที่ใช้บริษัทและบุคคลไทยถือครองบ้านกับที่ดินมูลค่ารวมกว่า 6,000 ล้านบาท โดยคดีนี้เชื่อมโยงทั้งกลุ่มผู้ต้องหาคดีอาชญากรรมข้ามชาติ แก๊งสแกมเมอร์ และบุคคลที่มีหมายจับตำรวจสากลสีแดง หรือ Red Notice
ปฏิบัติการครั้งนี้เกิดขึ้นในพื้นที่บางนา สวนหลวง พระรามเก้า ศรีนครินทร์ และกรุงเทพกรีฑา เจ้าหน้าที่เข้าตรวจค้นทั้งหมด 17 จุด ครอบคลุม 4 โครงการบ้านหรู พร้อมออกหมายจับบุคคลต่างด้าว 86 หมายจับ และจับกุมผู้ต้องหาได้ 11 คน แบ่งเป็นชาวจีน 10 คน และชาวสหรัฐอเมริกา 1 คน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่าตลาดอสังหาริมทรัพย์ระดับบนไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของการลงทุนเท่านั้น แต่ยังอาจถูกใช้เป็นช่องทางซ่อนทรัพย์สินหรือดำเนินธุรกิจผิดกฎหมายได้
ตร.บุก 4 หมู่บ้านหรูกลางกรุง ทลายนอมินีต่างชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์-หนีหมายแดง
สำหรับคดี ตร.บุก 4 หมู่บ้านหรูกลางกรุง ทลายนอมินีต่างชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์-หนีหมายแดง มีจุดเริ่มต้นจากข้อมูลที่สถานเอกอัครราชทูตจีนประจำประเทศไทยประสานมายังหน่วยงานไทย เพื่อให้ติดตามตัวบุคคลที่ทางการจีนต้องการตัวจำนวน 3 ราย หนึ่งในนั้นถูกระบุว่าเกี่ยวข้องกับคดีฆาตกรรม 3 ศพในเมืองอูหลานฮ่าวเท่อเมื่อปี 2561 และมีพฤติการณ์เชื่อมโยงกับเครือข่ายสแกมเมอร์
ผู้ต้องสงสัยรายดังกล่าวถือหนังสือเดินทางหลายสัญชาติ และพบว่าเป็นหุ้นส่วนของบริษัทที่ถือครองบ้านหรูในย่านพระรามเก้าและศรีนครินทร์ มูลค่าหลังละประมาณ 50-69 ล้านบาท ขณะที่ผู้ต้องสงสัยอีก 2 รายถูกกล่าวหาว่าเกี่ยวข้องกับคดีฉ้อโกง การชักชวนข้ามพรมแดนผิดกฎหมาย และการหลอกลวงทางออนไลน์ โดยมีชื่อเป็นหุ้นส่วนบริษัทที่ถือครองบ้านในย่านกรุงเทพกรีฑา มูลค่าประมาณ 77-98 ล้านบาท
ตรวจพบ 95 บริษัทและบ้านหรู 94 หลัง
การตรวจสอบไม่ได้ดำเนินการโดยตำรวจเพียงหน่วยงานเดียว แต่เป็นความร่วมมือระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมการปกครอง กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมที่ดิน และกรมสรรพากร หน่วยงานเหล่านี้ร่วมกันวิเคราะห์ข้อมูลการจดทะเบียนบริษัท การถือหุ้น การซื้อขายที่ดิน และเส้นทางการเงิน เพื่อค้นหาความเชื่อมโยงของกลุ่มทุนต่างชาติ
จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบบริษัทต้องสงสัย 95 แห่ง ซึ่งเข้าข่ายใช้คนไทยเป็นนอมินีเพื่อถือครองบ้านและที่ดินจำนวน 94 หลัง นอกจากนี้ยังพบว่าบุคคลบางรายที่เป็นหุ้นส่วนบริษัทมีทั้งหมายจับของศาลไทยและหมายจับตำรวจสากลสีแดง การใช้โครงสร้างบริษัทหลายชั้นและการให้บุคคลอื่นถือหุ้นแทนอาจทำให้การตรวจสอบซับซ้อนขึ้น แต่ข้อมูลจากหลายหน่วยงานช่วยให้เจ้าหน้าที่มองเห็นภาพรวมได้ชัดเจนกว่าเดิม
4 โครงการใหญ่ที่อยู่ในการตรวจค้น
- โครงการย่านบางนา-สวนหลวง: ตรวจสอบ 11 บริษัท ถือครองบ้าน 11 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 550 ล้านบาท ราคาบ้านอยู่ที่ 27-55 ล้านบาท
- โครงการย่านบางนา-วงแหวน: ตรวจสอบ 19 บริษัท ถือครองบ้าน 19 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 1,050 ล้านบาท ราคาบ้านอยู่ที่ 39.9-52.5 ล้านบาท
- โครงการย่านพระรามเก้า-ศรีนครินทร์: ตรวจสอบ 30 บริษัท ถือครองบ้าน 29 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 1,600 ล้านบาท ราคาบ้านอยู่ที่ 50-69 ล้านบาท
- โครงการย่านกรุงเทพกรีฑา: ตรวจสอบ 35 บริษัท ถือครองบ้าน 35 หลัง มูลค่ารวมประมาณ 2,800 ล้านบาท ราคาบ้านอยู่ที่ 77-98 ล้านบาท
ตัวเลขดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงขนาดของเครือข่ายที่เจ้าหน้าที่กำลังตรวจสอบ เพราะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้ต้องสงสัยไม่กี่ราย แต่เกี่ยวข้องกับบริษัทจำนวนมากและทรัพย์สินระดับหลายพันล้านบาท ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้คือเส้นทางการเงิน ผู้รับผลประโยชน์ที่แท้จริง และการมีส่วนเกี่ยวข้องของนายหน้าหรือบุคคลที่ช่วยจัดตั้งบริษัท
ก่อนหน้านี้ตำรวจได้ดำเนินปฏิบัติการปราบปรามนอมินีมาแล้ว 7 เฟส ในพื้นที่ท่องเที่ยวหลายจังหวัด ตรวจสอบบริษัท 297 แห่ง และยึดหรืออายัดที่ดิน 309 แปลง มูลค่ากว่า 3,039 ล้านบาท ทางตำรวจยืนยันว่าการดำเนินคดีไม่ได้มีเป้าหมายปิดกั้นการลงทุนจากต่างประเทศ แต่ต้องการจัดระเบียบให้การลงทุนเป็นไปตามกฎหมาย และป้องกันไม่ให้คนไทยถูกใช้เป็นเพียงผู้ถือหุ้นแทน
ในมุมของประชาชน ข่าว ตร.บุก 4 หมู่บ้านหรูกลางกรุง ทลายนอมินีต่างชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์-หนีหมายแดง เป็นเครื่องเตือนใจว่าการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์มูลค่าสูงควรตรวจสอบเอกสารและผู้เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะการทำธุรกรรมผ่านบริษัทที่มีโครงสร้างผู้ถือหุ้นซับซ้อน หากพบข้อเสนอการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนสูงผิดปกติ หรือขอให้ใช้ชื่อเป็นผู้ถือหุ้นแทน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายและหลีกเลี่ยงการลงนามโดยไม่เข้าใจรายละเอียด
แนวโน้มหลังจากนี้คือการตรวจสอบข้อมูลอสังหาริมทรัพย์จะเชื่อมโยงกับฐานข้อมูลนิติบุคคล ภาษี การเดินทางเข้าออกประเทศ และธุรกรรมการเงินมากขึ้น เทคโนโลยีข้อมูลและการวิเคราะห์เครือข่ายจะช่วยให้ภาครัฐค้นหาผู้ครอบครองทรัพย์สินตัวจริงได้รวดเร็วขึ้น ขณะเดียวกันผู้ประกอบการและนักลงทุนที่ทำธุรกิจอย่างถูกต้องก็ควรเตรียมเอกสารให้โปร่งใส เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ตลาดในระยะยาว หากพบข้อมูลน่าสงสัย ควรแจ้งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและติดตามความคืบหน้าจากแหล่งข่าวที่น่าเชื่อถือ
ที่มา – ตร.บุก 4 หมู่บ้านหรูกลางกรุง ทลายนอมินีต่างชาติ รวบแก๊งสแกมเมอร์-หนีหมายแดง
