“ตระกูลฮุน” กลายเป็นความเสี่ยงหรือภัยคุกคาม หลังคดีคลิปเสียงทำนายกฯ ไทยพ้นตำแหน่ง ?
เมื่อเร็ว ๆ นี้ ประเด็นการเมืองระหว่างประเทศไทยและกัมพูชาได้กลับมาเป็นที่สนใจของสาธารณชนอีกครั้ง เนื่องจากคลิปเสียงที่หลุดออกไปเมื่อไม่กี่สัปดาห์ก่อน ซึ่งเป็นบทสนทนาของ “ตระกูลฮุน” ทั้งพ่อและลูกกับ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีไทย ได้ก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางการเมืองภายในประเทศเรา และถูกมองว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบายความมั่นคงและพันธมิตรต่างประเทศ
“ตระกูลฮุน” กับบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์ของกัมพูชา
“ตระกูลฮุน” ได้ครองอำนาจในกัมพูชามาอย่างต่อเนื่องมานานกว่า 40 ปี โดยเริ่มต้นจากการนำของสมเด็จฮุน เซน ซึ่งถือเป็นบุคคลสำคัญที่ไม่ว่าใครในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ก็ต้องให้ความสำคัญ เมื่อเขาเป็นผู้มีบทบาทในการก่อตั้งพรรคประชาชนกัมพูชา (CPP) และเปลี่ยนผ่านบทบาทผู้นำอย่างเป็นทางการให้กับสมเด็จฮุน มาเนต บุตรชายของเขาในปัจจุบัน โดยยังคงไว้ซึ่งอิทธิพลทั้งทางการเมือง เศรษฐกิจ และความมั่นคงอย่างต่อเนื่อง
ความพิการทางการเมืองล่าสุดที่เกี่ยวข้องกับ “ตระกูลฮุน” ไม่ได้เกิดจากเพียงแค่การประกันความมั่นคงเท่านั้น แต่ยังเข้าไปมีบทบาทในการตัดสินใจภายในกรอบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ โดยการใช้บทสนทนาผ่านคลิปเสียงเพื่อกระตุ้นการปรับเปลี่ยนทางการเมืองของไทย ทำให้เกิดคำถามว่า “ตระกูลฮุน” ควรจะถูกพิจารณาเป็น “ภัยคุกคาม” (threat) หรือเป็นแค่ “ความเสี่ยง” (risk) ที่ต้องมีกลยุทธ์ในการจัดการอย่างรอบคอบ
มุมมองของผู้เชี่ยวชาญต่อสถานการณ์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
หลายผู้เชี่ยวชาญมองว่าหากมองในเชิงยุทธศาสตร์การทหารโดยตรง “ตระกูลฮุน” ไม่สามารถถือเป็นภัยคุกคามได้อย่างแท้จริง เพราะกองทัพกัมพูชายังไม่มีความพร้อมทางยุทธภาพเทียบเคียงกับประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองในด้านอิทธิพลทางการเมืองและกลยุทธ์โดยใช้เวทีโลก กฎหมายระหว่างประเทศ และการค้าชายแดนจัดเป็นเครื่องมือที่ “ตระกูลฮุน” ควบคุมได้ดี
- ผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์: การนำของ “ตระกูลฮุน” ทำให้กัมพูชามีพลวัตในการปรับตัว ทั้งในด้านเศรษฐกิจ พันธมิตรระหว่างประเทศ และการจัดการกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ
- กรอบความสัมพันธ์ทวิภาคี: แม้จะมีกลไกหลายรายการเพื่อแก้ไขข้อพิพาท แต่หากยังมีการนำโดยผู้เล่นรายใหญ่แบบ “ตระกูลฮุน” เข้ามาควบคุม จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวคิดการปฏิบัติของไทยให้ทันสมัยมากขึ้น
- การพัฒนาเศรษฐกิจพื้นที่ชายแดน: พื้นที่ชายแดนไทย-กัมพูชามีบทบาทอย่างมากในห่วงโซ่เศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ การปิดกฎระเบียบแก่งแย่งหรือสร้างความตึงเครียดจะส่งผลต่อชีวิตของประชาชนและภาคธุรกิจโดยตรง
สรุป: ความเสี่ยงหรือสิ่งหนึ่งที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้?
การประเมินลักษณะของผลประโยชน์ทับซ้อนระหว่างกลุ่มตนกับ “ตระกูลฮุน” อาจไม่สามารถตัดได้เพียงในเชิงเรื่องของความสัมพันธ์แบบราชการ หรือแม้กระทั่งเชิงทหารเท่านั้น แต่ยังต้องพิจารณาความซับซ้อนของผลประโยชน์ทางธุรกิจ ญาณพันธุ์ และความเชื่อทางประวัติศาสตร์ที่มีอิทธิพลกับทั้งไทยและกัมพูชามาอย่างยาวนาน
สรุปแล้ว การเรียก “ตระกูลฮุน” ว่าเป็น “ภัยคุกคาม” อาจต้องใช้คำว่า “ความเสี่ยงที่ยากจะหลีกเลี่ยง” มากกว่า เพราะพวกเขาคือผู้เล่นในภูมิภาคที่มีศักยภาพและอำนาจควบคุมบริบททางการเมืองอย่างสูง ซึ่งหากไทยต้องการแสดงบทบาทในการจัดการกับบริบทเหล่านี้ เราต้องมีกลยุทธ์แบบสมดุลที่ผสมผสานทั้งการ “ป้องปราม (Deterrent)” และ “การŐพัวพัน (Engagement)” ร่วมกัน
ท้ายที่สุด การมีส่วนร่วมของเพื่อนบ้านในภูมิภาคไม่ควรเป็นแค่รูปธรรมในพลเมือง แต่ควรเป็นกระบวนการที่ขนานไปกับการวางแผนอนาคตของประเทศไทย และยอมรับว่า “ตระกูลฮุน” อาจยังเป็นอนุภาคทางการเมืองที่เราต้องนั่งเจรจาควบคู่กับการเตรียมรับมืออย่างใดอย่างหนึ่ง
ทัศนะสุดท้าย: เพื่อความมั่นคงของประเทศไทย เราไม่เพียงแค่ต้องวิเคราะห์ว่า “ตระกูลฮุน” เป็นภัยหรือไม่ แต่ควรเริ่มต้นด้วยการพัฒนาความรู้และเครือข่ายต้นแบบ “ความเป็นผู้นำ 4 บทบาท” แทน รัฐมนตรีกลาง และเสริมความเข้าใจเชิงระบบในระดับเจ้าหน้าที่ทุกระดับ จนเผชิญหน้ากับ “ความซับซ้อนที่ฝังแน่น” ที่ทั้งสองประเทศแบ่งกันไว้อยู่
ที่มา – “ตระกูลฮุน” กลายเป็นความเสี่ยงหรือภัยคุกคาม หลังคดีคลิปเสียงทำนายกฯ ไทยพ้นตำแหน่ง ?