ชัชชาติ แจงงบ กทม. ปี 70 เหลือใช้จริง 8.6 หมื่นล้าน หลังหักหนี้ BTS สภาฯ ไฟเขียวรับหลักการ-จี้สางปัญหาโปรเจกต์ล่าช้า
สวัสดีครับชาวกรุงเทพฯ ทุกคน! เชื่อว่าหลายคนคงได้ยินข่าวการประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาเกี่ยวกับเรื่องงบประมาณที่ทุกคนจับตามอง วันนี้ผมจะสรุปประเด็นสำคัญจากการที่ ชัชชาติ แจงงบ กทม. ปี 70 เหลือใช้จริง 8.6 หมื่นล้าน หลังหักหนี้ BTS สภาฯ ไฟเขียวรับหลักการ-จี้สางปัญหาโปรเจกต์ล่าช้า มาให้อ่านกันแบบเข้าใจง่ายๆ ครับ
ในการประชุมวาระการพิจารณางบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ. 2570 บรรยากาศถือว่าเข้มข้นมากครับ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) จากหลายเขตได้ลุกขึ้นมาสะท้อนปัญหาที่ชาวบ้านเจอจริงๆ ทั้งเรื่องปัญหาน้ำท่วม โครงการก่อสร้างที่ดูเหมือนจะลากยาวไม่จบสิ้น ไปจนถึงความโปร่งใสในโครงการต่างๆ เช่น เรื่องการซ่อมรถดับเพลิง หรือโครงการติดตั้งเทคโนโลยี AI ต่างๆ ที่หลายคนตั้งคำถามว่าคุ้มค่าและพร้อมใช้งานจริงหรือไม่
ชัชชาติ แจงงบ กทม. ปี 70 เหลือใช้จริง 8.6 หมื่นล้าน หลังหักหนี้ BTS สภาฯ ไฟเขียวรับหลักการ-จี้สางปัญหาโปรเจกต์ล่าช้า
ทางผู้ว่าฯ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ได้ออกมาชี้แจงภาพรวมอย่างชัดเจนครับว่า ด้วยภาระผูกพันเดิม โดยเฉพาะค่าจ้างเดินรถไฟฟ้า BTS และดอกเบี้ยต่างๆ ทำให้งบประมาณที่เรามีอยู่จริงๆ หลังจากหักภาระหนี้ก้อนโตเหล่านี้ไปแล้ว เหลือให้ใช้บริหารจัดการเมืองจริงๆ เพียงแค่ 8.6 หมื่นล้านบาทเท่านั้น ซึ่งถือเป็นความท้าทายอย่างมากในการนำงบส่วนนี้ไปกระจายแก้ปัญหาในหลายมิติ ทั้งสวัสดิการพนักงานด่านหน้า เรื่องสิ่งแวดล้อม และการจัดการปัญหาขยะ
ส.ก. หลายท่านได้เสนอแนวทางที่น่าสนใจมากเพื่อช่วยให้ กทม. ทำงานได้คล่องตัวขึ้น เช่น:
- การให้สำนักงานเขตมีงบสำรองสำหรับเหตุฉุกเฉิน
- การปรับปรุงระเบียบการจัดซื้อครุภัณฑ์ให้ทันสมัย
- การตั้งงบประมาณเฉพาะทางสำหรับการแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยตรง
- การเพิ่มบทบาทของสำนักงานเขตในการตรวจสอบความคืบหน้าโครงการในพื้นที่ของตัวเอง
ชัชชาติ แจงงบ กทม. ปี 70 เหลือใช้จริง 8.6 หมื่นล้าน หลังหักหนี้ BTS สภาฯ ไฟเขียวรับหลักการ-จี้สางปัญหาโปรเจกต์ล่าช้า ไปเรียบร้อยแล้วด้วยมติ 45 เสียง พร้อมตั้งคณะกรรมการวิสามัญฯ ขึ้นมาตรวจสอบและแปรญัตติภายใน 45 วัน เพื่อให้มั่นใจว่าเงินภาษีของพวกเราทุกคนจะถูกนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดจริงๆ ครับ
บทเรียนและการก้าวต่อของ กทม.
สิ่งที่ผมเห็นว่าเป็นประเด็นสำคัญคือ ไม่ใช่แค่เรื่องตัวเลขงบประมาณ แต่คือ “ประสิทธิภาพ” ของการจัดการโครงการครับ เราเห็นแล้วว่าปัญหาความล่าช้าของอุโมงค์ระบายน้ำหรือการก่อสร้างต่างๆ กลายเป็นภาระของคนเมือง ดังนั้น การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาเข้มงวดในขั้นตอนการแปรญัตติถือเป็นสัญญาณที่ดีครับ
สำหรับเทรนด์การเมืองยุคใหม่ เราจะเห็นว่าประชาชนไม่ได้ต้องการแค่โครงการเยอะๆ แต่ต้องการความโปร่งใส (Transparency) และการตรวจสอบได้ (Accountability) ซึ่งการที่สภากล้าตั้งคำถามแรงๆ และผู้บริหารพร้อมรับไปปรับปรุง คือจุดเริ่มต้นที่ดีมากครับ เราในฐานะคนกรุงเทพฯ ต้องช่วยกันติดตามการทำงานของคณะกรรมการชุดนี้อย่างใกล้ชิด เพราะนี่คือเม็ดเงินที่จะมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของเราทุกคนครับ
