ชนเผ่าเร่ร่อนไซบีเรียเมากัญชาเมื่อ 2,800 ปีก่อน

เรื่องราวของ ชนเผ่าเร่ร่อนไซบีเรียเมากัญชาเมื่อ 2,800 ปีก่อน กำลังสร้างความสนใจให้กับนักโบราณคดีทั่วโลก เพราะหลักฐานใหม่ชี้ว่า มนุษย์ในดินแดนเอเชียกลางอาจใช้กัญชาเพื่อเปลี่ยนแปลงอารมณ์และสร้างประสบการณ์ทางจิตใจมานานกว่าที่เคยคาดคิด การค้นพบนี้ไม่ได้บอกเพียงว่ากัญชามีประวัติศาสตร์เก่าแก่ แต่ยังสะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างพืช พิธีกรรม และวัฒนธรรมของผู้คนในอดีตได้อย่างน่าสนใจ

หลักฐานสำคัญมาจากสุสานโบราณทุนนุก 1 หรือ Tunnug 1 ซึ่งตั้งอยู่ในพื้นที่ตะวันออกของไซเธีย บริเวณที่บางครั้งได้รับการขนานนามว่าเป็น “หุบเขากษัตริย์แห่งไซบีเรีย” สุสานแห่งนี้มีอายุประมาณ 2,800 ปี และเชื่อมโยงกับกลุ่มชนเร่ร่อนที่มีชื่อเสียงด้านการขี่ม้า นักวิจัยพบเมล็ดกัญชาจำนวนมาก รวมถึงร่องรอยทางเคมีในเส้นผมมนุษย์โบราณ จึงมีความเป็นไปได้ว่ากัญชาไม่ได้ถูกนำมาใช้แบบบังเอิญ แต่มีบทบาทในพิธีศพหรือพิธีกรรมสำคัญของชุมชน

ชนเผ่าเร่ร่อนไซบีเรียเมากัญชาเมื่อ 2,800 ปีก่อน

ทีมนักวิจัยใช้เทคนิคแมสสเปกโทรเมทรีเพื่อตรวจสอบตัวอย่างเส้นผมที่ถักเป็นเปียและพบสารแคนนาบินอลในระดับเฉลี่ยประมาณ 560 ส่วนในพันล้านส่วน หรือราว 0.56 ไมโครกรัมต่อเส้นผมหนึ่งกรัม สารดังกล่าวเป็นร่องรอยที่ช่วยสนับสนุนแนวคิดว่า ผู้คนในพื้นที่อาจสัมผัสหรือใช้กัญชาในลักษณะที่ทำให้เกิดผลต่อจิตใจ แม้หลักฐานจะไม่สามารถบอกได้อย่างชัดเจนว่าพวกเขาสูบกัญชา ดื่มสารสกัด หรือใช้ผ่านวิธีอื่นก็ตาม

นอกจากการตรวจเส้นผมแล้ว นักโบราณคดียังเก็บเมล็ดกัญชาทั้งเมล็ดได้ 243 เมล็ดจากบริเวณสุสาน และพบเมล็ดสมบูรณ์อีก 722 เมล็ด รวมถึงเมล็ดที่แตกหัก 516 เมล็ดจากตัวอย่างดินที่ผ่านกระบวนการแยกด้วยน้ำ ปริมาณที่พบถือว่าสูงมากเมื่อเทียบกับพืชชนิดอื่นในพื้นที่ โดยวัสดุพืชยุคก่อนประวัติศาสตร์ที่ขุดค้นได้เกือบทั้งหมดประกอบด้วยเมล็ดกัญชา มีเพียงเมล็ดพืชป่าชนิดอื่นปะปนอยู่เล็กน้อย

ชนเผ่าเร่ร่อนไซบีเรียเมากัญชาเมื่อ 2,800 ปีก่อนในพิธีศพ

นักวิจัยนำเมล็ดกัญชาจำนวน 6 เมล็ดไปตรวจหาอายุด้วยคาร์บอนกัมมันตรังสี ผลการวิเคราะห์ระบุว่าเมล็ดเหล่านี้น่าจะมีอายุอยู่ในช่วงทศวรรษแรกของศตวรรษที่ 8 ก่อนคริสตกาล ซึ่งตรงกับช่วงเวลาที่สุสานถูกสร้างขึ้น เมล็ดสองเมล็ดมาจากโลงไม้ของโครงกระดูกหมายเลข 139 และอีกสองเมล็ดมาจากโลงไม้ของโครงกระดูกหมายเลข 135 ข้อมูลนี้ทำให้สมมติฐานเรื่องการใช้กัญชาในพิธีกรรมมีน้ำหนักมากขึ้น

ภายในเนินฝังศพ นักวิจัยยังพบกลุ่มกระดูกม้าอย่างน้อย 5 กลุ่มอยู่รอบบริเวณโลงไม้ของโครงกระดูกทั้งสอง หมายความว่า ม้าอาจถูกใช้เป็นเครื่องบูชาหรือเป็นส่วนหนึ่งของพิธีศพ การค้นพบดังกล่าวสอดคล้องกับภาพของชาวไซเธียในฐานะสังคมนักขี่ม้าเร่ร่อน ซึ่งให้ความสำคัญกับม้าในด้านการเดินทาง การสงคราม สถานะทางสังคม และความเชื่อหลังความตาย

ประเด็นที่น่าสนใจจากงานวิจัยมีหลายด้าน ได้แก่

  • หลักฐานทางเคมี: การพบแคนนาบินอลในเส้นผมช่วยยืนยันว่ามนุษย์โบราณอาจสัมผัสกัญชาในช่วงชีวิต
  • หลักฐานจากเมล็ดพืช: จำนวนเมล็ดกัญชาที่มากผิดปกติบ่งชี้ถึงการใช้งานที่มีความหมายเฉพาะ
  • บริบทของพิธีกรรม: เมล็ดกัญชาถูกพบในสุสานร่วมกับโลงไม้และกระดูกม้า จึงอาจเกี่ยวข้องกับพิธีศพ
  • เครือข่ายวัฒนธรรม: การใช้กัญชาอาจสะท้อนการแลกเปลี่ยนความเชื่อและพิธีกรรมระหว่างเอเชียตะวันออกกับดินแดนทางตะวันตก

โดยทั่วไป นักวิชาการเชื่อว่ากัญชาที่ถูกเพาะปลูกเริ่มต้นขึ้นในเอเชียตะวันออกเมื่อประมาณ 6,000 ปีก่อน เดิมทีมนุษย์อาจปลูกกัญชาเพื่อใช้เมล็ดเป็นแหล่งน้ำมัน ไม่ใช่เพื่อฤทธิ์ต่อจิตใจ อย่างไรก็ตาม เมื่อพืชชนิดนี้แพร่กระจายไปยังภูมิภาคต่าง ๆ ผู้คนอาจค่อย ๆ ค้นพบคุณสมบัติอื่นของมัน เช่น การทำให้รู้สึกผ่อนคลาย เปลี่ยนอารมณ์ หรือสร้างประสบการณ์ที่เหมาะกับพิธีกรรมทางศาสนา

นักโบราณคดีมองว่าเส้นทางของกัญชาจากเอเชียตะวันออกไปยังไซบีเรียอาจเกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อระหว่างกลุ่มคนขี่ม้าในมองโกเลียกับชาวไซเธีย การเดินทาง การค้าขาย และการแต่งงานระหว่างชุมชนอาจช่วยให้ทั้งพืช เมล็ดพันธุ์ และแนวคิดเกี่ยวกับโลกหลังความตายแพร่กระจายไปพร้อมกัน ดังนั้น กัญชาจึงไม่ได้เป็นเพียงพืชที่ถูกใช้เพื่อความมึนเมา แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมและการสื่อสารระหว่างผู้คน

แม้ผลการศึกษาจะน่าตื่นเต้น แต่ยังไม่ควรสรุปเกินกว่าหลักฐานที่มี การตรวจพบสารเคมีในเส้นผมไม่ได้ยืนยันวิธีการใช้กัญชาอย่างแน่นอน และยังไม่สามารถบอกได้ว่าทุกคนในชุมชนใช้กัญชาหรือมีประสบการณ์เหมือนกัน นักวิจัยจึงต้องศึกษาตัวอย่างเพิ่มเติม ทั้งเส้นผม กระดูก เครื่องมือ ภาชนะ และพื้นที่โดยรอบ เพื่อทำความเข้าใจรูปแบบการใช้กัญชาในสังคมโบราณให้ละเอียดขึ้น

ถึงอย่างนั้น การค้นพบเรื่อง ชนเผ่าเร่ร่อนไซบีเรียเมากัญชาเมื่อ 2,800 ปีก่อน ก็ช่วยเปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์ของกัญชาและมนุษย์ได้อย่างชัดเจน สิ่งที่เคยถูกมองว่าเป็นเพียงพฤติกรรมเฉพาะในยุคปัจจุบัน แท้จริงอาจมีรากฐานเชื่อมโยงกับพิธีกรรมและความเชื่อของผู้คนมานับพันปี มุมมองนี้ทำให้เราเห็นว่า มนุษย์ในอดีตเองก็รู้จักทดลองกับโลกธรรมชาติ และเลือกใช้พืชเพื่อสร้างความหมายให้กับช่วงเวลาสำคัญของชีวิต

หากคุณสนใจประวัติศาสตร์พืชโบราณ วัฒนธรรมการฝังศพ และการเดินทางของความเชื่อระหว่างทวีป เรื่องนี้เป็นอีกหลักฐานที่ควรติดตาม เพราะงานวิจัยในอนาคตอาจช่วยตอบได้ว่า กัญชาเดินทางไปพร้อมกับชนเผ่าเร่ร่อนอย่างไร และมีบทบาทในพิธีกรรมของสังคมโบราณมากกว่าที่เราคิดหรือไม่

ที่มา – Horseback-Riding Siberian Nomads Got High on Cannabis 2,800 Years Ago—the Oldest Evidence Yet

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *