คุยเจาะลึก Back to the Future กับบ็อบ เกล

ภาพยนตร์ Back to the Future อาจเป็นหนึ่งในหนังไซไฟคลาสสิกที่ผู้ชมทั่วโลกจดจำได้ดีที่สุด แต่เบื้องหลังความสนุกของเรื่องยังเต็มไปด้วยรายละเอียด การตัดสินใจ และความเปลี่ยนแปลงมากมายกว่าจะกลายเป็นหนังในแบบที่เราเห็นบนจอ หนังสือ Back to the Future: The Complete Screenplay เปิดโอกาสให้แฟน ๆ ได้เข้าใกล้กระบวนการสร้างภาพยนตร์มากขึ้น โดยมีบ็อบ เกล ผู้เขียนบทและผู้ร่วมสร้างเรื่องนี้ คอยเล่าเบื้องหลังประกอบบทภาพยนตร์อย่างละเอียด

บทความนี้พาไปพบกับเรื่องราวจากการสัมภาษณ์ที่เต็มไปด้วยความสนุกและความเป็นกันเอง ซึ่งผู้สร้างได้พูดคุยตั้งแต่การออกแบบไทม์แมชชีน ฉากจบเวอร์ชันแรก การเปลี่ยนนักแสดงมาร์ตี แม็กฟลาย ไปจนถึงประโยคปิดท้ายอันเป็นเอกลักษณ์ที่ถูกแก้ไขระหว่างการถ่ายทำ

คุยเจาะลึก Back to the Future กับบ็อบ เกล

หนังสือเล่มนี้ไม่ใช่เพียงการรวบรวมบทภาพยนตร์ธรรมดา แต่เป็นเหมือนการนั่งชมหนังพร้อมผู้สร้าง บทภาพยนตร์ฉบับถ่ายทำจะอยู่บนหน้าหนึ่ง ส่วนอีกหน้าจะมีคำอธิบายและเกร็ดเบื้องหลังจากบ็อบ เกล ทำให้ผู้อ่านเข้าใจว่าฉากแต่ละฉากเกิดขึ้นได้อย่างไร รวมถึงเห็นความแตกต่างระหว่างบทฉบับร่างกับภาพยนตร์ที่ออกฉายจริง

บทที่นำเสนอในหนังสือเป็นร่างที่สี่ ซึ่งเป็นฉบับที่สตูดิโออนุมัติให้เข้าสู่กระบวนการผลิต อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นยังมีการเปลี่ยนแปลงอีกมาก ทั้งระหว่างการถ่ายทำ การตัดต่อ และก่อนเข้าฉายจริง กว่าจะมาถึงจุดนั้น บทภาพยนตร์เคยถูกปฏิเสธมากกว่าสองโหลครั้ง นี่จึงเป็นหลักฐานว่าความสำเร็จของหนังไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน

คุยเจาะลึก Back to the Future กับบ็อบ เกล: จากตู้เย็นสู่เดอลอเรียน

หนึ่งในการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่สุดคือไทม์แมชชีน เดิมทีแนวคิดแรกให้ตู้เย็นเป็นเครื่องย้อนเวลา แต่ก่อนเริ่มถ่ายทำจริง ทีมงานตัดสินใจเปลี่ยนมาใช้รถยนต์เดอลอเรียน เหตุผลหลักมาจากการทำงานที่สะดวกกว่า บ็อบ เกลเล่าว่าโรเบิร์ต เซเมคคิส ผู้กำกับมองว่ารถยนต์จะช่วยให้การถ่ายทำง่ายขึ้น และยังทำให้ตัวละครสามารถเดินทางไปยังสถานที่ต่าง ๆ ได้อย่างมีพลังมากกว่าเดิม

การเปลี่ยนแปลงนี้กลายเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้ Back to the Future มีภาพจำชัดเจน เดอลอเรียนไม่ได้เป็นเพียงพาหนะ แต่กลายเป็นสัญลักษณ์ของการผจญภัยข้ามเวลา เสียงเครื่องยนต์ ประตูปีกนก และเส้นแสงบนถนนล้วนทำให้รถคันนี้กลายเป็นหนึ่งในไอคอนของวัฒนธรรมป๊อป

ฉากจบจากการทดลองนิวเคลียร์สู่หอนาฬิกา

ในบทฉบับแรก มาร์ตีควรจะย้อนกลับสู่ปี 1985 ผ่านการทดลองระเบิดนิวเคลียร์ โดยเดอลอเรียนจะใช้พลังงานจากระเบิดเพื่อเดินทางข้ามเวลา แนวคิดนี้มีความตื่นเต้นในตัวเอง แต่ต้องใช้งบประมาณสูงและจำเป็นต้องเดินทางไปถ่ายทำนอกสถานที่ ทีมงานจึงมองหาทางเลือกที่สร้างสรรค์กว่า

ข้อจำกัดด้านงบประมาณกลับกลายเป็นแรงผลักดันให้เกิดฉากหอนาฬิกาอันโด่งดัง ทีมงานเลือกใช้พื้นที่บริเวณศาลาว่าการบนฉากของสตูดิโอ แล้วสร้างลำดับเหตุการณ์ที่มีทั้งพายุฝน สายฟ้า รถยนต์ และเวลาที่กำลังนับถอยหลัง ผลลัพธ์คือฉากที่ลุ้นระทึกและมีอารมณ์ร่วมมากกว่าฉากการทดลองนิวเคลียร์ในแนวคิดเดิม

  • ฉากหอนาฬิกาช่วยเพิ่มความเร่งด่วนให้เรื่องราว
  • มาร์ตีต้องประสานงานกับด็อก บราวน์อย่างแม่นยำ
  • สายฟ้ากลายเป็นองค์ประกอบสำคัญของการเดินทางข้ามเวลา
  • สถานที่เดียวสามารถใช้สร้างความตื่นเต้นได้โดยไม่ต้องใช้งบประมาณมหาศาล

เอริก สตอลต์ซ และการเปลี่ยนตัวเป็นไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์

การถ่ายทำเริ่มต้นขึ้นโดยมีเอริก สตอลต์ซรับบทมาร์ตี แม็กฟลาย แต่หลังจากถ่ายทำไปแล้ว ทีมสร้างตัดสินใจเปลี่ยนตัวนักแสดงและให้ไมเคิล เจ. ฟ็อกซ์เข้ามารับบทแทน แม้การตัดสินใจนี้จะทำให้การผลิตต้องเริ่มต้นและแก้ไขหลายส่วน แต่บ็อบ เกลมองว่ามันกลายเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวนสิ่งที่ทำไปแล้ว

ทีมงานสามารถย้อนกลับไปดูฉากต่าง ๆ และถามตัวเองว่ามีวิธีทำให้ดีขึ้นหรือไม่ หนึ่งในผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นคือเสื้อกั๊กสีส้มของมาร์ตี เดิมทีตัวละครควรสวมแจ็กเก็ตที่ช่วยให้กลมกลืนกับผู้คนในยุค 1950 แต่เมื่อทีมงานเห็นคนสวมเสื้อกั๊กสีส้มบนถนน พวกเขาก็นำไอเดียนี้มาปรับใช้จนกลายเป็นเครื่องแต่งกายที่แฟนหนังจดจำได้ทันที

ฉากเปิดที่ถูกตัดและห้องทดลองของด็อก

ฉากเปิดเดิมมีรายละเอียดซับซ้อนกว่าที่เห็นในภาพยนตร์ มาร์ตีจะถูกทำโทษที่โรงเรียนหลังรับโทรศัพท์ส่วนตัวจากด็อก บราวน์ จากนั้นเขาจะสร้างความวุ่นวายด้วยการเปิดสัญญาณเตือนไฟและระบบสปริงเกลอร์ เพื่อหลบออกจากห้องกักบริเวณและไปออดิชันให้ทันเวลา

ทีมงานเริ่มสร้างห้องเรียนสำหรับฉากนี้แล้ว แต่เมื่อมีการเปลี่ยนนักแสดงและต้องควบคุมค่าใช้จ่าย สตูดิโอจึงขอให้ตัดสิ่งที่ไม่จำเป็นออก พวกเขาหันกลับไปใช้ห้องทดลองของด็อกที่มีอยู่แล้ว และปรับฉากให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่อง วิธีนี้ไม่เพียงช่วยประหยัดเวลาและเงิน แต่ยังทำให้ผู้ชมรู้จักโลกของด็อก บราวน์ได้ทันทีผ่านนาฬิกา อุปกรณ์ทดลอง และเครื่องให้อาหารสุนัข

มุก Twin Pines Mall ที่ซ่อนรายละเอียดไว้

ชื่อห้าง Twin Pines Mall เปลี่ยนเป็น Lone Pine Mall หลังจากมาร์ตีขับรถทับต้นสนของครอบครัวพีบอดีในอดีต มุกเล็ก ๆ นี้อาจผ่านสายตาผู้ชมไปในการดูครั้งแรก แต่เป็นตัวอย่างที่ดีของการเล่าเรื่องด้วยรายละเอียด บ็อบ เกลยังเผยว่าในร่างบทก่อนหน้านั้นเคยใช้ชื่อ Three Pines Mall ก่อนจะลดจำนวนต้นสนลงเพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายในการสร้างฉาก

รายละเอียดดังกล่าวยังเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องประวัติศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงไปตามการกระทำของมาร์ตี เดิมทีพื้นที่อาจเป็นไร่ Twin Pines Ranch ของครอบครัวพีบอดี ก่อนจะกลายเป็นห้างสรรพสินค้า ชื่อห้างจึงทำหน้าที่ทั้งเป็นมุกตลกและเป็นหลักฐานเล็ก ๆ ว่าการกระทำในอดีตส่งผลต่ออนาคตอย่างไร

ประโยคสุดท้ายที่เปลี่ยนในวันถ่ายทำ

แฟนหนังจำนวนมากจำประโยคปิดท้ายได้ว่า “Roads? Where we’re going, we don’t need roads.” แต่ในบทภาพยนตร์ที่ตีพิมพ์ ประโยคดังกล่าวใช้คำว่า “Where we’re going, we don’t use roads.” ความแตกต่างนี้เกิดขึ้นระหว่างการถ่ายทำจริง เมื่อทีมงานตัดสินใจเปลี่ยนคำว่า “use” เป็น “need” เพราะรู้สึกว่าฟังดูทรงพลังและเป็นธรรมชาติมากกว่า

บ็อบ เกลไม่แน่ใจว่าความคิดนี้มาจากคริสโตเฟอร์ ลอยด์ เซเมคคิส หรือตัวเขาเอง แต่เอกสารของผู้ควบคุมบทช่วยยืนยันว่าการแก้ไขเกิดขึ้นบนกองถ่าย รายละเอียดเล็กน้อยเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า บทภาพยนตร์ไม่ได้หยุดนิ่งอยู่บนกระดาษ และหลายประโยคที่กลายเป็นตำนานอาจเกิดขึ้นจากการทดลองในช่วงเวลาสำคัญ

นอกจากเรื่องการสร้างหนังแล้ว บ็อบ เกลยังพูดถึงมิตรภาพระหว่างด็อกกับมาร์ตี ซึ่งเป็นความสัมพันธ์แบบเพื่อนต่างวัยที่ดูจริงใจและปราศจากความโรแมนติก ความสัมพันธ์นี้ทำให้หนังมีเสน่ห์ เพราะทั้งคู่ต่างเติมเต็มกัน มาร์ตีมีความกล้าหาญและความเป็นวัยรุ่น ส่วนด็อกมีความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ และอุปกรณ์สุดมหัศจรรย์ในห้องทดลอง

สำหรับแฟน Back to the Future หนังสือ The Complete Screenplay จึงน่าสนใจไม่ใช่แค่เพราะมีบทภาพยนตร์ แต่ยังช่วยให้เห็นว่าความผิดพลาด ข้อจำกัด และการเปลี่ยนแปลงสามารถนำไปสู่ผลงานที่ดีกว่าเดิมได้อย่างไร นี่คือเหตุผลที่การคุยเจาะลึก Back to the Future กับบ็อบ เกล ทำให้เรากลับไปมองหนังเรื่องเดิมด้วยสายตาใหม่อีกครั้ง

บทสรุป: หากคุณรักหนังคลาสสิกและอยากรู้ว่าฉากในตำนานถูกสร้างขึ้นอย่างไร หนังสือเล่มนี้คือสิ่งที่ควรหาอ่าน เพราะทุกเบื้องหลังทำให้เห็นว่าเวทมนตร์ของภาพยนตร์เกิดจากทั้งวิสัยทัศน์ ความพยายาม และการตัดสินใจเล็ก ๆ มากมาย ลองกลับไปชม Back to the Future อีกครั้ง แล้วสังเกตรายละเอียดที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อน

ที่มา – We Geeked Out Over ‘Back to the Future’ With Bob Gale Himself

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *