ความเสี่ยงไฟป่าอาคารสหรัฐฯ เพิ่มสามเท่าถึงปี 2060

เหตุการณ์ไฟป่า Palisades และ Eaton ในลอสแอนเจลิสเคาน์ตีเมื่อเดือนมกราคม 2025 สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ต่อสหรัฐอเมริกา โดยเผาผลาญหรือทำลายอาคารประมาณ 16,000 แห่ง ตัวเลขนี้สูงกว่าจำนวนอาคารที่สูญเสียจากไฟป่าทั่วประเทศในหนึ่งปีโดยเฉลี่ยถึงประมาณสี่เท่า และเป็นสัญญาณชัดเจนว่าภัยจากไฟป่ากำลังขยายตัวอย่างจริงจัง

งานวิจัยใหม่ที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า ความเสี่ยงไฟป่าอาคารสหรัฐฯ เพิ่มสามเท่าถึงปี 2060 หากสังคมยังดำเนินชีวิตและพัฒนาเมืองด้วยรูปแบบเดิมโดยไม่เพิ่มมาตรการรับมือ นักวิจัยประเมินว่าอาคารราว 300,000 แห่งอาจถูกไฟป่าทำลายหรือได้รับความเสียหายภายในช่วงกลางศตวรรษ ตัวเลขดังกล่าวครอบคลุมทั้งบ้านพักอาศัย อาคารธุรกิจ และโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อชุมชน

ความเสี่ยงไฟป่าอาคารสหรัฐฯ เพิ่มสามเท่าถึงปี 2060

เวอร์จิเนีย อิเกลเซียส ผู้อำนวยการ Earth Lab แห่งมหาวิทยาลัยโคโลราโด โบลเดอร์ และหัวหน้าทีมวิจัย อธิบายว่า ตัวเลขคาดการณ์ไม่ได้หมายความว่าอนาคตจะต้องเลวร้ายลงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่เป็นภาพที่อาจเกิดขึ้นหากรูปแบบการพัฒนา การป้องกันไฟป่า และความเปราะบางของอาคารยังคงเหมือนเดิมโดยไม่มีการปรับตัวเพิ่มเติม

ทีมวิจัยเริ่มจากการรวบรวมข้อมูลประวัติศาสตร์ระหว่างปี 1945 ถึง 2023 ทั้งพื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ รูปแบบการขยายตัวของเมือง และผลกระทบต่ออาคาร จากนั้นนำข้อมูลไปวิเคราะห์ร่วมกับสภาพอากาศ แนวโน้มภูมิอากาศ และความหนาแน่นของที่อยู่อาศัย เพื่อประเมินจำนวนสิ่งปลูกสร้างที่อาจได้รับผลกระทบในอนาคต

ภายใต้สถานการณ์ที่ไม่มีการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญ อาคารที่อาจถูกไฟป่าเผาทำลายภายในช่วงกลางศตวรรษอาจอยู่ระหว่าง 133,200 ถึง 449,100 แห่ง โดยค่าเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 300,000 แห่ง นอกจากนี้ ช่วงปี 2051-2060 อาจมีความเสี่ยงต่ออาคารสูงกว่าช่วงปี 2011-2020 ถึง 3.2 เท่า

ทำไมความเสี่ยงไฟป่าอาคารสหรัฐฯ เพิ่มสามเท่าถึงปี 2060

สาเหตุไม่ได้มาจากการเปลี่ยนแปลงของไฟป่าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากหลายปัจจัยที่มาประกอบกัน ปัจจัยสำคัญคือการขยายชุมชนเข้าไปใกล้พื้นที่ป่าและภูเขา ซึ่งเป็นบริเวณที่มีเชื้อเพลิงตามธรรมชาติสะสมอยู่มาก เมื่อบ้านเรือนตั้งอยู่ลึกเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง โอกาสที่ไฟจะลุกลามไปถึงอาคารก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศยังทำให้อากาศร้อนและแห้งขึ้นในหลายพื้นที่ ฤดูไฟป่ายาวนานกว่าเดิม และพืชพรรณแห้งกลายเป็นเชื้อเพลิงที่ติดไฟได้ง่าย ลมแรงและสภาพอากาศสุดขั้วอาจทำให้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็ว จนเจ้าหน้าที่มีเวลาจำกัดในการควบคุมสถานการณ์หรืออพยพประชาชน

นอกจากนั้น อาคารจำนวนมากยังไม่ได้ออกแบบให้รับมือกับสะเก็ดไฟหรือความร้อนจากไฟป่าได้ดี สะเก็ดไฟสามารถลอยไปไกลและเข้าสู่อาคารผ่านช่องระบายอากาศ หลังคา หรือพื้นที่เล็ก ๆ รอบบ้านได้ แม้เปลวไฟจะยังอยู่ห่างออกไปก็ตาม จึงไม่น่าแปลกใจที่อาคารบางแห่งได้รับความเสียหายจากสะเก็ดไฟก่อนที่แนวไฟหลักจะมาถึง

พื้นที่ใดของสหรัฐฯ มีความเสี่ยงสูง

ฝั่งตะวันตกของสหรัฐฯ โดยเฉพาะรัฐแคลิฟอร์เนีย ยังคงเป็นศูนย์กลางของความเสี่ยงไฟป่า เนื่องจากมีภูมิประเทศแบบป่าเขา ช่วงแล้งยาวนาน และชุมชนจำนวนมากตั้งอยู่ใกล้พื้นที่ธรรมชาติ อย่างไรก็ตาม นักวิจัยพบว่าจุดเสี่ยงใหม่กำลังปรากฏในรัฐตอนกลางและภาคตะวันออกด้วย

ชุมชนในพื้นที่เหล่านี้อาจมีประสบการณ์กับไฟป่าน้อยกว่า จึงอาจยังไม่มีระบบเตือนภัย แผนอพยพ หรือมาตรฐานการก่อสร้างที่เหมาะสม การเพิ่มขึ้นของไฟป่าในพื้นที่ที่ไม่คุ้นเคยกับภัยรูปแบบนี้อาจทำให้ประชาชนและหน่วยงานท้องถิ่นตั้งตัวไม่ทัน

ประเด็นทางเศรษฐกิจก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน ในฝั่งตะวันตก ประมาณ 30% ของเขตสำมะโนประชากรที่คาดว่าจะมีความเสี่ยงไฟป่าสูงที่สุดทับซ้อนกับพื้นที่ที่มีความยากลำบากทางเศรษฐกิจ นั่นหมายความว่าครัวเรือนที่มีทรัพยากรจำกัดอาจต้องเผชิญความเสียหายมากที่สุด แต่กลับมีเงินทุนสำหรับปรับปรุงบ้าน ซื้อประกัน หรือย้ายไปอยู่ในพื้นที่ปลอดภัยน้อยกว่า

เจ้าของบ้านและชุมชนควรเตรียมตัวอย่างไร

การลดความเสี่ยงจำเป็นต้องทำทั้งในระดับบุคคล ชุมชน และรัฐบาลท้องถิ่น เจ้าของบ้านสามารถเริ่มจากการตรวจสอบบริเวณรอบบ้านและเลือกใช้วัสดุก่อสร้างที่ทนไฟมากขึ้น การดูแลพื้นที่โดยรอบให้มีระยะปลอดภัยจากพุ่มไม้และกิ่งไม้แห้งจะช่วยลดโอกาสที่เปลวไฟจะลุกลามเข้าสู่ตัวบ้านได้

  • เลือกหลังคา ผนัง และหน้าต่างที่มีคุณสมบัติทนต่อความร้อนและสะเก็ดไฟ
  • ปิดช่องว่างรอบประตู หน้าต่าง และช่องระบายอากาศเพื่อป้องกันสะเก็ดไฟ
  • ตัดแต่งกิ่งไม้และกำจัดใบไม้แห้งที่อยู่ใกล้บ้านหรืออาคาร
  • จัดทำแผนอพยพ พร้อมกำหนดเส้นทางและจุดนัดพบของสมาชิกในครอบครัว
  • ติดตามประกาศเตือนภัยและเตรียมสิ่งของจำเป็นไว้ให้พร้อมหยิบย้าย

อย่างไรก็ตาม ไม่มีมาตรการใดสามารถกำจัดความเสี่ยงได้ทั้งหมด การรับมือที่ได้ผลจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากเพื่อนบ้าน หน่วยงานท้องถิ่น เจ้าของที่ดิน และผู้พัฒนาโครงการ เมืองต่าง ๆ ควรควบคุมการก่อสร้างในพื้นที่เสี่ยง ปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัย และลงทุนในการจัดการเชื้อเพลิงในป่าอย่างต่อเนื่อง

การลงทุนวันนี้ช่วยลดความเสียหายในอนาคต

สหรัฐฯ ใช้งบประมาณดับไฟป่ามากกว่า 3,000 ล้านดอลลาร์ต่อปีในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แต่ยังคงเกิดไฟป่าที่มีความรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในประวัติศาสตร์หลายครั้ง ขณะเดียวกัน ความเสียหายทางเศรษฐกิจจากไฟป่าสูงกว่างบประมาณควบคุมไฟหลายเท่า การลงทุนเชิงป้องกันจึงอาจคุ้มค่ากว่าการรอจ่ายค่าฟื้นฟูหลังเกิดภัยพิบัติ

การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นหัวใจสำคัญในการชะลอการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่การแก้ปัญหานี้ต้องทำควบคู่กับการปรับปรุงอาคารและการวางผังเมือง หากชุมชนยังขยายตัวโดยไม่คำนึงถึงพื้นที่เสี่ยง ต่อให้สามารถลดความรุนแรงของสภาพอากาศได้บางส่วน อาคารจำนวนมากก็ยังคงตกอยู่ในอันตราย

ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวเรื่อง ความเสี่ยงไฟป่าอาคารสหรัฐฯ เพิ่มสามเท่าถึงปี 2060 ควรเป็นบทเรียนสำหรับทุกประเทศที่กำลังขยายเมืองเข้าใกล้พื้นที่ป่า การเตรียมพร้อมไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นหน้าที่ของเจ้าหน้าที่เท่านั้น แต่เริ่มได้จากการปรับบ้าน วางแผนอพยพ และพูดคุยกับคนในชุมชนตั้งแต่วันนี้ ยิ่งลงมือเร็วเท่าไร โอกาสลดความสูญเสียต่อชีวิต ทรัพย์สิน และอนาคตก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

ที่มา – Wildfire Risk to US Buildings Is On Track to Triple by 2060

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *