กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี แทนเก็บภาษีใหม่

เมื่อพูดถึง กรมสรรพากร หลายคนอาจนึกถึงการยื่นภาษี ภ.ง.ด. หรือการขอคืนภาษีปลายปี แต่น้อยคนที่จะรู้ว่า กรมสรรพากรกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ เพราะเทคโนโลยีอย่างปัญญาประดิษฐ์ (AI) เริ่มเข้ามาพลิกโฉมวงการภาษีไทยอย่างเงียบ ๆ ภายใต้เป้าหมายใหญ่: ใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพการเก็บภาษี แทนที่จะออกมาตรการภาษีใหม่ที่อาจเพิ่มภาระให้ประชาชน

กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ เก็บภาษี แทนออกภาษีใหม่

ในปีงบประมาณ 2568 ที่ใกล้จะสิ้นสุดลงในเดือนกันยายนนี้ ข้อมูลจากกระทรวงการคลังเผยให้เห็นว่า กรมสรรพากรอาจจัดเก็บรายได้ไม่ถึงเป้า 2.37 ล้านล้านบาท โดยอยู่ที่ประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท หลังผ่านมาแล้ว 8 เดือน

ทั้งนี้ เศรษฐกิจที่ยังชะลอตัว ผลกระทบจากสงครามการค้าโลก และปัจจัยภายนอกอื่น ๆ ส่งผลให้ผลประกอบการของหลายกลุ่มธุรกิจซบเซา โดยเฉพาะกลุ่มขนส่ง ยานยนต์ น้ำมัน ปิโตรเคมี และแม้แต่กลุ่มเช่าซื้อที่อยู่ในภาคการเงิน

จากข้อมูลภ.ง.ด.51 พบว่า มีเพียง 2 กลุ่มธุรกิจที่ยังทำกำไรได้ดี คือ โมเดิร์นเทรด และธุรกิจการเงินส่วนใหญ่ เช่น ธนาคารและประกันภัย

ทำไมไม่ออกภาษีใหม่? เพราะเศรษฐกิจยังไม่พร้อม

แม้รัฐบาลจะมีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษีในระยะยาว แต่ในระยะสั้น กรมสรรพากร มองว่า เวลาไม่ใช่ช่วงที่เหมาะสมสำหรับการเพิ่มภาษี เพราะอาจซ้ำเติมภาคเอกชนและประชาชนที่กำลังฟื้นตัว

แทนที่จะสร้างภาระเพิ่ม กรมฯ จึงเลือกเปลี่ยนแนวทาง: เดินหน้าใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเก็บ稅แทน ซึ่งถือเป็นการหาทางออกที่ฉลาด ทันสมัย และยั่งยืน

ความร่วมมือที่จะเปลี่ยนอนาคตภาษีไทย

เพื่อก้าวสู่เป้าหมาย กลายเป็นองค์กรที่ใช้ AI อย่างเต็มรูปแบบภายในปี 2570 กรมสรรพากรได้ลงนามความร่วมมือกับ สวทช. และธนาคารกรุงไทย

  • สวทช.: สนับสนุนด้านเทคโนโลยีและฝึกอบรมบุคลากรให้เข้าใจ AI
  • ธนาคารกรุงไทย: ให้โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยใช้ "วายุ คลาวด์" เป็นฐานข้อมูลหลัก

ที่ผ่านมา กรมสรรพากรพัฒนาโครงการ AI ไปแล้ว 4 ตัว ได้แก่:

  1. AI แชตบอทตอบคำถามภาษี พร้อมพัฒนาสู่ระบบเสียงพูด
  2. ใช้ AI วิเคราะห์ฐานข้อมูลภาษีขนาดใหญ่ ค้นหารูปแบบการจัดเก็บที่เหมาะสม
  3. สแกนเอกสารกระดาษด้วย AI เพื่อลดเวลาและข้อผิดพลาด
  4. จัดระบบ "One Portal, One Profile" ติดตามพฤติกรรมการชำระภาษีแบบเรียลไทม์

ผลลัพธ์ที่เห็นชัดคือ การลดเวลาทำงานจาก 100 ชั่วโมง เหลือเพียง 6 ชั่วโมงในหลายกระบวนการทำงาน การใช้ กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพเก็บภาษี แทนออกภาษีใหม่ จึงไม่ใช่แค่คำพูด แต่คือแนวทางที่กำลังเกิดขึ้นจริง

ในอนาคต AI จะช่วยค้นหาฐานภาษีใหม่ วิเคราะห์พฤติกรรมที่อาจหลีกเลี่ยงภาษี และเพิ่มรายได้ให้รัฐอย่างมีประสิทธิภาพ

นี่คือจุดเปลี่ยนของรัฐบาลไทย: เมื่อหน่วยงานราชการสามารถใช้เทคโนโลยีเช่นเดียวกับบริษัทชั้นนำ ผลลัพธ์ไม่ใช่แค่ภาษีที่มากขึ้น แต่คือระบบที่ยุติธรรม โปร่งใส และทันสมัยยิ่งขึ้น

หากคุณเป็นผู้เสียภาษี วันหนึ่งคุณอาจคุยผ่าน AI แชตบอทเพื่อขอคำแนะนำยื่นภาษี หรือรับแจ้งเตือนอัตโนมัติเมื่อมีข้อผิดพลาดด้านเอกสาร ซึ่งหมายความว่า ระบบจะง่าย รวดเร็ว และแม่นยำกว่าเดิม

นี่คืออนาคตของ กรมสรรพากร และเรากำลังเดินหน้าไปพร้อมกัน

คุณคิดว่าการใช้ AI ในภาครัฐจะเปลี่ยนวิถีชีวิตเราในทางไหนได้อีกบ้าง? มาร่วมแชร์ความคิดเห็นในคอมเมนต์ได้เลย!

ที่มา – กรมสรรพากร รุกใช้ AI เพิ่มประสิทธิภาพ เก็บภาษี แทนออกภาษีใหม่ หลังประเมินการจัดเก็บรายได้จ่อ ‘ไม่ถึงเป้า’ ในปีงบ 68

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *