โลกร้อนก่อให้เกิดดินถล่มรูปแบบใหม่

โลกร้อนก่อให้เกิดดินถล่มรูปแบบใหม่ ซึ่งแตกต่างจากดินถล่มที่นักวิทยาศาสตร์เคยพบในพื้นที่เพอร์มาฟรอสต์อย่างมาก เหตุการณ์สำคัญเกิดขึ้นในหุบเขาแม่น้ำจอห์นสัน ทางตะวันตกเฉียงเหนือของแคนาดา เมื่อปี 2017 ดินเยือกแข็งจำนวนมหาศาลหลุดออกจากไหล่เขา กลายเป็นก้อนดินและน้ำแข็งขนาดใหญ่ที่ไถลลงมาตามความลาดชัน พร้อมทิ้งร่องรอยความเสียหายยาวราว 3 กิโลเมตร

หนึ่งปีต่อมา เหตุการณ์ลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นอีกครั้งในหุบเขาแม่น้ำเรดสโตน แม้ดินถล่มครั้งที่สองจะมีขนาดเล็กกว่า แต่ก็ยังเคลื่อนย้ายเศษซากมากถึงประมาณ 4.5 ล้านลูกบาศก์เมตร หรือราวหนึ่งในสี่ของเหตุการณ์ในปี 2017 จุดที่น่าสนใจคือมวลดินไม่ได้ไหลออกมาเป็นโคลนเหลวแบบที่มักพบเมื่อเพอร์มาฟรอสต์ละลาย แต่กลับหลุดออกมาเป็นแผ่นและก้อนขนาดใหญ่ที่ยังเกาะตัวกันแน่น

โลกร้อนก่อให้เกิดดินถล่มรูปแบบใหม่

งานวิจัยชิ้นใหม่เรียกเหตุการณ์นี้ว่า “ดินถล่มแบบการแยกตัวของเพอร์มาฟรอสต์” หรือ permafrost detachment slides นักวิจัยนำโดยโจเซฟ ยัง ซึ่งทำการศึกษาขณะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยอัลเบอร์ตา ใช้ข้อมูลจากภาพถ่ายดาวเทียม การสำรวจด้วยโดรน ตัวอย่างภาคสนาม การวัดทางธรณีฟิสิกส์ และแบบจำลองคอมพิวเตอร์ เพื่ออธิบายกลไกของดินถล่มทั้งสองครั้ง

พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในเขตเพอร์มาฟรอสต์ไม่ต่อเนื่องของหุบเขาแมกเคนซีตอนกลาง ชั้นดินเยือกแข็งมีความหนาประมาณ 20-40 เมตร และมีอุณหภูมิใกล้จุดละลายอยู่แล้ว ข้อมูลระหว่างปี 1980-2020 ยังพบว่าเพอร์มาฟรอสต์ในพื้นที่นี้อุ่นขึ้นราว 0.3 องศาเซลเซียสต่อทศวรรษ สภาพอากาศที่ร้อนขึ้นจึงทำให้ชั้นดินมีความเปราะบางมากกว่าที่เคย

โลกร้อนก่อให้เกิดดินถล่มรูปแบบใหม่ได้อย่างไร

นักวิจัยเชื่อว่ากระบวนการเริ่มต้นจากอุณหภูมิพื้นผิวที่สูงขึ้น รวมถึงความร้อนรุนแรงจากไฟป่า ไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 1995 ได้เผาพื้นที่ซึ่งต่อมากลายเป็นจุดเกิดดินถล่ม เมื่อผิวดินได้รับความร้อนและเกิดการเคลื่อนตัวเล็กน้อย รอยแตกร้าวจึงก่อตัวขึ้น น้ำจากหิมะ ฝน หรือชั้นดินด้านบนสามารถซึมผ่านรอยแตกเหล่านี้ลงไปได้ลึกกว่าปกติ

โดยทั่วไป เพอร์มาฟรอสต์มักละลายจากด้านบนลงด้านล่าง ทำให้เกิดชั้นดินแฉะและโคลนเหลวบนผิวดิน แต่เหตุการณ์ในหุบเขาแมกเคนซีมีลักษณะตรงกันข้าม น้ำค่อย ๆ ไหลลงไปละลายฐานของชั้นเพอร์มาฟรอสต์จากด้านล่าง กระบวนการนี้เรียกว่า “การละลายจากล่างขึ้นบน” เมื่อฐานที่เคยทำหน้าที่เป็นจุดยึดละลายออก ชั้นดินเยือกแข็งทั้งผืนจึงสูญเสียความมั่นคงและไถลลงจากภูเขาอย่างรวดเร็ว

ช่วงเวลาระหว่างไฟป่ากับดินถล่มยังให้ข้อมูลสำคัญ เพราะน้ำที่ซึมผ่านรอยแตกร้าวอาจใช้เวลานานถึง 20 ปีจึงจะเดินทางไปถึงฐานของเพอร์มาฟรอสต์ นั่นทำให้การเกิดดินถล่มในปี 2017 และ 2018 ซึ่งห่างจากไฟป่าครั้งใหญ่ในปี 1995 ประมาณสองทศวรรษ มีความสอดคล้องกับกลไกที่นักวิจัยเสนอ

สัญญาณเตือนจากพื้นที่ห่างไกล

ทีมวิจัยระบุว่า พบดินถล่มลักษณะคล้ายกันหลายร้อยแห่งในบริเวณหุบเขาแมกเคนซี โดยมักอยู่ในพื้นที่ที่ชั้นเพอร์มาฟรอสต์มีความหนาน้อยกว่า 40 เมตร และมีอุณหภูมิสูงกว่า -1 องศาเซลเซียส แม้พื้นที่ส่วนใหญ่จะอยู่ห่างไกลและยังไม่สร้างความเสียหายต่อถนน อาคาร หรือชุมชนโดยตรง แต่ดินถล่มขนาดใหญ่ในปี 2017 และ 2018 ได้ปิดกั้นเส้นทางแม่น้ำจนเกิดทะเลสาบใหม่

  • อุณหภูมิสูงขึ้น: ทำให้ชั้นเพอร์มาฟรอสต์เข้าใกล้จุดละลายและสูญเสียความแข็งแรง
  • ไฟป่ารุนแรงขึ้น: เผาพืชคลุมดินและทำให้ความร้อนส่งผ่านลงสู่พื้นดินได้มากขึ้น
  • รอยแตกร้าวใต้ผิวดิน: เปิดทางให้น้ำซึมลึกและละลายฐานของเพอร์มาฟรอสต์
  • การไถลแบบก้อนขนาดใหญ่: ทำให้ดินถล่มเคลื่อนตัวรวดเร็วและมีพลังทำลายสูง
  • การเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำ: เศษซากอาจกีดขวางทางน้ำและสร้างทะเลสาบหรือพื้นที่ชุ่มน้ำแห่งใหม่

ผลกระทบต่อแคนาดาและอะแลสกา

เมื่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น ไฟป่าในแถบอาร์กติกก็มีแนวโน้มเกิดบ่อยขึ้น รุนแรงขึ้น และเผาไหม้นานกว่าเดิม นักวิจัยจึงคาดว่าเหตุการณ์ลักษณะนี้อาจพบได้ถี่ขึ้นในแคนาดาและอะแลสกา โดยเฉพาะพื้นที่ที่มีเพอร์มาฟรอสต์อุ่นและมีชั้นดินไม่หนามาก

ความเสี่ยงไม่ได้จำกัดอยู่ที่ดินถล่มเท่านั้น การเปลี่ยนเส้นทางน้ำอาจกระทบระบบนิเวศ แหล่งอาหารของสัตว์ป่า และชุมชนที่พึ่งพาแม่น้ำ ขณะเดียวกัน ตะกอนและสารอินทรีย์ที่ถูกฝังอยู่ในดินเยือกแข็งอาจถูกปลดปล่อยออกมา ส่งผลต่อคุณภาพน้ำและวัฏจักรคาร์บอนในระยะยาว หากพื้นที่ที่เคยดูมั่นคงเริ่มเกิดรอยแตกหรือการทรุดตัว หน่วยงานท้องถิ่นจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง

สิ่งที่น่ากังวลคือดินถล่มแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นทันทีหลังอุณหภูมิสูงขึ้นหรือหลังไฟป่าผ่านไป แต่อาจใช้เวลาหลายปีหรือหลายสิบปีกว่าจะปรากฏ ดังนั้นการประเมินความเสี่ยงจึงต้องใช้ข้อมูลประวัติไฟป่า ภาพถ่ายดาวเทียม อุณหภูมิใต้ดิน ปริมาณน้ำ และการเปลี่ยนแปลงของภูมิประเทศร่วมกัน การเฝ้าระวังเชิงรุกจะช่วยให้นักวิทยาศาสตร์คาดการณ์พื้นที่อันตรายและลดผลกระทบต่อมนุษย์กับธรรมชาติได้ดีขึ้น

โดยส่วนตัวแล้ว เหตุการณ์นี้สะท้อนว่าโลกร้อนไม่ได้เพียงทำให้น้ำแข็งละลายหรือระดับน้ำทะเลสูงขึ้นเท่านั้น แต่ยังเปลี่ยนพฤติกรรมของพื้นดินในแบบที่คาดเดาได้ยาก โลกร้อนก่อให้เกิดดินถล่มรูปแบบใหม่ ซึ่งอาจกลายเป็นภัยคุกคามสำคัญในภูมิภาคอาร์กติก การลงทุนด้านการติดตามเพอร์มาฟรอสต์และการเตือนภัยล่วงหน้าจึงเป็นเรื่องที่ควรเร่งดำเนินการ ก่อนที่ดินถล่มเหล่านี้จะเข้าใกล้โครงสร้างพื้นฐานและชุมชนมากขึ้น

ที่มา – Climate Change Is Fueling an Entirely New Type of Landslide

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *