เปิดแผนกู้ท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 เตรียมตรวจสภาพท่อทั้งระบบ 32 กม. ด้าน คพ. เฝ้าระวังสารระเหย-ความเสี่ยงติดไฟ
กรณีพบร่องรอยน้ำมันรั่วซึมบริเวณใต้ตอม่อทางยกระดับพระราม 3 ถนนเชื้อเพลิง กลายเป็นประเด็นที่หลายคนติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องทั้งกับความปลอดภัยของชุมชน สิ่งแวดล้อม และระบบขนส่งน้ำมันในพื้นที่กรุงเทพฯ ล่าสุดหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งวางแผนกู้ท่อ ตรวจสอบจุดรั่ว และประเมินความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
เปิดแผนกู้ท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 เตรียมตรวจสภาพท่อทั้งระบบ 32 กม. ด้าน คพ. เฝ้าระวังสารระเหย-ความเสี่ยงติดไฟ คือภาพรวมสำคัญของภารกิจครั้งนี้ โดยทีมงานจากกระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ หรือ คพ. บริษัทท่อส่งน้ำมัน และกลุ่มบริษัทน้ำมันเอกชน ได้ลงพื้นที่เพื่อวางมาตรการควบคุมสถานการณ์และลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับประชาชน
เปิดแผนกู้ท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 เตรียมตรวจสภาพท่อทั้งระบบ 32 กม. ด้าน คพ. เฝ้าระวังสารระเหย-ความเสี่ยงติดไฟ
เจ้าหน้าที่กำลังเตรียมนำเครื่องมือเข้าพื้นที่ เพื่อเลื่อนปลอกครอบท่อ หรือ Sleeve ออกจากบริเวณที่พบการรั่วซึม ขั้นตอนนี้มีความสำคัญมาก เพราะจะช่วยให้วิศวกรสามารถตรวจสอบสภาพท่อด้านในได้ละเอียดขึ้น ทั้งยังช่วยระบุว่าความเสียหายเกิดขึ้นตรงตำแหน่งใดและมีความรุนแรงมากน้อยเพียงใด หากยืนยันพบรอยรั่ว ทีมซ่อมบำรุงจะเร่งดำเนินการแก้ไขทันที โดยให้ความสำคัญกับการควบคุมพื้นที่และป้องกันประกายไฟเป็นอันดับแรก
หลังจากจัดการจุดรั่วเบื้องต้นแล้ว ยังมีแผนทำ Pigging Test เพื่อตรวจสอบความสมบูรณ์ของท่อส่งน้ำมันตลอดระยะทางประมาณ 32 กิโลเมตร ตั้งแต่คลังน้ำมันเอกชนไปจนถึงคลังน้ำมันของท่าอากาศยาน การทดสอบลักษณะนี้ช่วยตรวจหาความผิดปกติภายในท่อ เช่น การกัดกร่อน สนิม รอยร้าว หรือสิ่งตกค้างที่อาจส่งผลต่อความปลอดภัยในอนาคต
ตรวจหาสาเหตุ ตั้งแต่สนิมถึงแรงสั่นสะเทือน
ขณะนี้สาเหตุของน้ำมันรั่วยังอยู่ระหว่างการตรวจสอบอย่างละเอียด โดยมีประเด็นที่ต้องพิจารณาหลายด้าน ทั้งการเสื่อมสภาพของวัสดุจากสนิม อายุการใช้งานของท่อ รวมถึงแรงสั่นสะเทือนจากการจราจรบริเวณตอม่อซึ่งเกิดขึ้นต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง สภาพแวดล้อมที่มีรถยนต์จำนวนมากอาจทำให้โครงสร้างและแนวท่อได้รับแรงกระทบสะสม จึงจำเป็นต้องใช้ข้อมูลทางวิศวกรรมประกอบการวิเคราะห์ ไม่ควรสรุปสาเหตุจากการสังเกตเพียงอย่างเดียว
หากผลตรวจพบว่าท่อได้รับความเสียหายรุนแรง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาจต้องพิจารณาเปลี่ยนท่อใหม่ทั้งหมดในบางช่วง รวมถึงปรับแนวการวางท่อให้เหมาะสมกว่าเดิม การตัดสินใจดังกล่าวอาจใช้เวลาและงบประมาณ แต่ถือเป็นการลงทุนเพื่อป้องกันเหตุซ้ำในระยะยาว โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองที่มีทั้งการจราจร อาคาร และระบบสาธารณูปโภคอยู่ใกล้กัน
คุมพื้นที่และตรวจสารระเหยอย่างต่อเนื่อง
ด้านสิ่งแวดล้อม กรมควบคุมมลพิษติดตามค่าของสารอินทรีย์ระเหยง่าย หรือ VOC รวมถึงค่า LEL ซึ่งเป็นค่าประเมินความเสี่ยงต่อการติดไฟอย่างต่อเนื่อง เบื้องต้นพบค่า VOC สูงกว่า 300 ไมโครกรัม ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพหากประชาชนได้รับสัมผัสในระดับสูงหรือเป็นเวลานาน ขณะที่ค่า LEL ยังสะท้อนว่าพื้นที่เกิดเหตุจำเป็นต้องควบคุมแหล่งกำเนิดประกายไฟอย่างเคร่งครัด
หลังจากมีการสูบน้ำมันกลับเข้าสู่ระบบ พบว่าค่า VOC และ LEL มีแนวโน้มลดลง ถือเป็นสัญญาณที่ดีในด้านการควบคุมสถานการณ์ อย่างไรก็ตาม เจ้าหน้าที่ยังไม่ควรลดมาตรการเฝ้าระวังเร็วเกินไป เพราะสารระเหยอาจสะสมอยู่ในดิน น้ำ หรือพื้นที่อับอากาศได้ บริษัทจึงติดตั้งเครื่องดูดไอระเหยสารเคมีเพื่อกรอง VOC และลดการแพร่กระจายออกสู่ภายนอก พร้อมจำกัดการเข้าถึงพื้นที่ทำงาน
- ห้ามสูบบุหรี่หรือก่อประกายไฟใกล้พื้นที่ปฏิบัติงาน
- ติดตามค่า VOC และ LEL ตามช่วงเวลาที่กำหนด
- ควบคุมการจราจรและจำกัดบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้อง
- เก็บตัวอย่างน้ำมันและดินเพื่อตรวจสอบทางห้องปฏิบัติการ
- สื่อสารข้อมูลความปลอดภัยให้ประชาชนในพื้นที่รับทราบอย่างสม่ำเสมอ
ก่อนหน้านี้ เจ้าหน้าที่ได้เปิดหน้าดินตรวจสอบเป็นระยะทางประมาณ 200 เมตร และทำการบล็อกท่อระบายน้ำเป็นช่วง ๆ เพื่อป้องกันน้ำมันปนเปื้อนไหลไปยังพื้นที่อื่น ต่อมาสำนักการระบายน้ำเข้าทำความสะอาดและพบดินปนเปื้อนน้ำมัน จึงขยายการตรวจสอบไปยังบริเวณตอม่อ จนนำไปสู่การพบจุดรั่วไหลในที่สุด การทำงานลักษณะนี้แสดงให้เห็นว่าการแก้ปัญหาต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างหลายหน่วยงาน ไม่ใช่หน้าที่ขององค์กรใดองค์กรหนึ่งเพียงลำพัง
นอกจากการซ่อมแซมแล้ว กรมธุรกิจพลังงานยังตรวจสอบประวัติการบำรุงรักษาท่อของบริษัทเอกชน รวมถึงเอกสารการขออนุญาตวางแนวท่อ เบื้องต้นพบว่าแนวท่อยังอยู่ในระบบที่ได้รับอนุญาตอย่างถูกต้อง ประเด็นต่อไปจึงอยู่ที่การตรวจสอบว่าแผนบำรุงรักษาเดิมมีความถี่เหมาะสมหรือไม่ และสามารถตรวจพบความเสื่อมสภาพก่อนเกิดเหตุได้มากน้อยเพียงใด
สำหรับประชาชนที่อาศัยหรือทำงานใกล้พื้นที่ ควรติดตามประกาศจากหน่วยงานรัฐ หลีกเลี่ยงการเข้าใกล้จุดเกิดเหตุ และหากมีกลิ่นน้ำมันผิดปกติ แสบตา เวียนศีรษะ หรือมีอาการระคายเคือง ควรออกจากพื้นที่และแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที ไม่ควรทดลองเข้าไปตรวจสอบด้วยตนเอง เพราะอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสูดดมสารระเหยหรือการเกิดประกายไฟโดยไม่ตั้งใจ
โดยสรุป เปิดแผนกู้ท่อน้ำมันรั่วพระราม 3 เตรียมตรวจสภาพท่อทั้งระบบ 32 กม. ด้าน คพ. เฝ้าระวังสารระเหย-ความเสี่ยงติดไฟ สะท้อนว่าการจัดการโครงสร้างพื้นฐานยุคใหม่ต้องเน้นการตรวจเชิงป้องกันมากกว่ารอให้เกิดเหตุแล้วค่อยแก้ไข การตรวจท่อทั้งระบบ การใช้เครื่องมือวิเคราะห์ และการเปิดเผยข้อมูลอย่างต่อเนื่อง จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชนได้ดีที่สุด ในระยะยาว หน่วยงานควรนำข้อมูลจากเหตุการณ์นี้ไปพัฒนาระบบเซนเซอร์ตรวจจับการรั่วแบบเรียลไทม์ พร้อมกำหนดแผนบำรุงรักษาที่โปร่งใส เพื่อป้องกันไม่ให้เหตุลักษณะเดียวกันเกิดขึ้นซ้ำอีก
