เชื้อรามรณะที่โจมตีสมองกำลังเพิ่มขึ้น

เชื้อรามรณะที่โจมตีสมองกำลังเพิ่มขึ้น และกำลังทำให้นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับสาเหตุของการระบาด แม้การติดเชื้อชนิดนี้ยังพบได้น้อยมาก แต่มีความรุนแรงสูงและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิต เชื้อราที่ถูกจับตามองคือ Cladophialophora bantiana ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการติดเชื้อในสมองและการเกิดฝีในสมองได้

รายงานล่าสุดจากนักวิจัยของ University of Washington และ Centers for Disease Control and Prevention หรือ CDC ระบุว่า ห้องปฏิบัติการพบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้วเพิ่มขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะหลังปี 2023 อย่างไรก็ตาม นักวิจัยยังไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจนว่าเหตุใดจำนวนผู้ป่วยจึงเพิ่มขึ้น และยังไม่ทราบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อที่แท้จริงมีมากเพียงใด เนื่องจากโรคนี้ไม่ได้อยู่ในระบบเฝ้าระวังระดับประเทศอย่างเป็นกิจวัตร

เชื้อรามรณะที่โจมตีสมองกำลังเพิ่มขึ้น

C. bantiana ถือเป็นเชื้อราที่มีลักษณะแตกต่างจากการติดเชื้อราทั่วไป โดยปกติเชื้อราในร่างกายมักสร้างปัญหาในผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ เช่น ผู้ป่วยมะเร็ง ผู้ที่ได้รับยากดภูมิคุ้มกัน หรือผู้ที่มีโรคเรื้อรังบางชนิด แต่เชื้อราชนิดนี้สามารถทำให้คนที่ดูเหมือนมีสุขภาพแข็งแรงติดเชื้อได้เช่นกัน ข้อมูลจากงานศึกษาพบว่า ผู้ติดเชื้อประมาณครึ่งหนึ่งมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่ได้บกพร่องอย่างเห็นได้ชัด

เมื่อเข้าสู่ร่างกาย เชื้อรามักมุ่งไปยังสมองและอาจทำให้เกิดฝีในสมอง ซึ่งเป็นถุงที่ประกอบด้วยหนอง เซลล์ภูมิคุ้มกัน เชื้อรา และเนื้อเยื่อที่ถูกทำลาย ภาวะดังกล่าวอาจทำให้เกิดอาการปวดศีรษะรุนแรง สับสน ชัก อ่อนแรง พูดไม่ชัด หรือมีปัญหาด้านการทรงตัว หากไม่ได้รับการวินิจฉัยและรักษาอย่างรวดเร็ว การติดเชื้ออาจลุกลามและทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิตได้

เหตุใดเชื้อรานี้จึงน่ากังวล

หนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ เชื้อรามรณะที่โจมตีสมองกำลังเพิ่มขึ้น เป็นประเด็นที่ผู้เชี่ยวชาญให้ความสนใจ คืออัตราการเสียชีวิตของโรคยังอยู่ในระดับสูง แม้ผู้ป่วยจะได้รับการรักษาแล้วก็ตาม งานวิจัยก่อนหน้านี้ประเมินว่าอัตราการเสียชีวิตอาจอยู่ระหว่าง 60-70 เปอร์เซ็นต์ นอกจากนี้ เชื้อรายังไม่เลือกเฉพาะผู้ป่วยภูมิคุ้มกันต่ำ จึงทำให้การประเมินความเสี่ยงทำได้ยากกว่าการติดเชื้อราหลายชนิด

นักวิจัยจากห้องปฏิบัติการอ้างอิงเฉพาะทางของ University of Washington ได้ทบทวนผลตรวจตัวอย่างจากผู้ป่วยทั่วสหรัฐฯ ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พบผู้ติดเชื้อที่ยืนยันแล้ว 48 ราย และผู้ป่วยที่มีความเป็นไปได้อีก 1 ราย จาก 21 รัฐและกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในช่วงก่อนปี 2024 ห้องปฏิบัติการพบผู้ป่วยประมาณ 1-5 รายต่อปี แต่ตัวเลขเพิ่มเป็น 8 รายในปี 2024 และ 14 รายในปี 2025

นักวิจัยพยายามตรวจสอบว่าตัวเลขที่เพิ่มขึ้นอาจเป็นเพียงผลจากการตรวจวินิจฉัยที่มากขึ้นหรือไม่ แม้จำนวนตัวอย่างจากระบบประสาทส่วนกลางจะเพิ่มขึ้นตามเวลา แต่จำนวนตัวอย่างที่ตรวจพบ C. bantiana กลับเพิ่มขึ้นเร็วกว่าการเพิ่มขึ้นของการตรวจทั้งหมด จึงมีความเป็นไปได้ว่าการเพิ่มขึ้นนี้ไม่ได้เกิดจากการตรวจที่ครอบคลุมมากขึ้นเพียงอย่างเดียว

เชื้อราเข้าสู่ร่างกายและไปถึงสมองได้อย่างไร

ปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ทราบแหล่งอาศัยตามธรรมชาติของเชื้อราชนิดนี้อย่างแน่ชัด และยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่สัมผัสเชื้อจากที่ใด สมมติฐานหนึ่งคือ ผู้คนอาจสูดดมสปอร์ของเชื้อราที่ปะปนอยู่ในสิ่งแวดล้อมเข้าไป จากนั้นเชื้อราอาจเข้าสู่ปอดและแพร่กระจายผ่านกระแสเลือดไปยังสมอง อีกแนวทางหนึ่งคือเชื้อราอาจเข้าสู่ร่างกายผ่านบาดแผลหรือผิวหนัง

ตัวอย่างที่นำมาตรวจในการศึกษาส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลาง แต่ประมาณ 12 เปอร์เซ็นต์มาจากเนื้อเยื่อปอดหรืออวัยวะอื่นในระบบทางเดินหายใจ ข้อมูลนี้สนับสนุนแนวคิดว่าปอดอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการติดเชื้อในผู้ป่วยบางราย อย่างไรก็ตาม ยังต้องมีการศึกษาเพิ่มเติมเพื่อยืนยันเส้นทางการติดเชื้อและอธิบายว่าเหตุใดเชื้อราจึงสามารถเดินทางไปยังสมองได้

  • แหล่งสัมผัสยังไม่ชัดเจน: นักวิจัยยังไม่ทราบว่าเชื้อราอาศัยอยู่ในดิน น้ำ อากาศ หรือสิ่งแวดล้อมประเภทใดเป็นหลัก
  • อาจเข้าสู่ร่างกายทางการหายใจ: การสูดดมสปอร์เป็นสมมติฐานสำคัญ แต่ยังไม่มีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยัน
  • อาจแพร่ผ่านกระแสเลือด: หลังเข้าสู่ปอดหรือผิวหนัง เชื้อราอาจเดินทางไปยังสมองและทำให้เกิดฝี
  • คนสุขภาพดีก็อาจติดเชื้อ: ผู้ป่วยจำนวนหนึ่งไม่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่องที่ชัดเจน

อาการที่ควรเฝ้าระวัง

การติดเชื้อในสมองจากเชื้อรามักมีอาการที่คล้ายกับโรคทางระบบประสาทหรือการติดเชื้ออื่น จึงอาจวินิจฉัยได้ยาก อาการที่ควรสังเกต ได้แก่ ปวดศีรษะต่อเนื่องหรือรุนแรงขึ้น มีไข้ คลื่นไส้ อาเจียน สับสน ง่วงซึมผิดปกติ ชัก แขนขาอ่อนแรง การมองเห็นเปลี่ยนแปลง และการพูดหรือการเดินผิดปกติ หากมีอาการเหล่านี้ โดยเฉพาะเมื่ออาการเกิดขึ้นรวดเร็วหรือรุนแรง ควรไปพบแพทย์ทันที

อย่างไรก็ตาม การมีอาการปวดศีรษะเพียงอย่างเดียวไม่ได้หมายความว่าจะติดเชื้อชนิดนี้ เพราะโรคดังกล่าวยังพบได้น้อยมาก การวินิจฉัยจำเป็นต้องอาศัยการตรวจทางการแพทย์ เช่น การถ่ายภาพสมอง การตรวจตัวอย่างเนื้อเยื่อหรือของเหลว และการเพาะเชื้อหรือใช้วิธีตรวจทางห้องปฏิบัติการเฉพาะทาง แพทย์จะเป็นผู้ประเมินอาการและเลือกการตรวจที่เหมาะสม

ทำไมจำนวนผู้ป่วยจึงอาจเพิ่มขึ้น

นักวิทยาศาสตร์ยังไม่สามารถสรุปสาเหตุของแนวโน้มนี้ได้ ปัจจัยหนึ่งอาจเป็นการที่โรงพยาบาลและห้องปฏิบัติการส่งตรวจผู้ป่วยมากขึ้น อีกปัจจัยอาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม การเดินทาง การสัมผัสฝุ่นดิน หรือการเปลี่ยนแปลงของเชื้อราเอง แต่ทั้งหมดนี้ยังเป็นเพียงข้อสันนิษฐาน และไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะระบุสาเหตุได้อย่างแน่นอน

ปัญหาสำคัญคือสหรัฐฯ ยังไม่มีระบบรายงานผู้ติดเชื้อ C. bantiana ที่เป็นมาตรฐาน แพทย์จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งทุกกรณีต่อหน่วยงานสาธารณสุข ทำให้ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการเพียงแห่งเดียวอาจไม่สะท้อนสถานการณ์ทั้งหมด ขณะเดียวกัน โรงพยาบาลบางแห่งอาจไม่สามารถระบุชนิดของเชื้อราได้ละเอียด ทำให้จำนวนผู้ป่วยที่แท้จริงอาจสูงกว่าตัวเลขที่รายงาน

ผู้เชี่ยวชาญเสนอว่าควรสร้างระบบเก็บข้อมูลจากห้องปฏิบัติการทั่วประเทศ รวมถึงพัฒนาวิธีตรวจที่รวดเร็วและแม่นยำมากขึ้น การมีข้อมูลที่เป็นระบบจะช่วยให้นักวิจัยตอบคำถามสำคัญได้ เช่น เชื้อราพบมากในพื้นที่ใด ใครมีความเสี่ยงสูง เชื้อเข้าสู่ร่างกายผ่านช่องทางใด และการรักษาแบบใดให้ผลดีที่สุด

ประชาชนควรป้องกันตัวอย่างไร

ในเวลานี้ยังไม่มีคำแนะนำเฉพาะสำหรับการป้องกัน C. bantiana เนื่องจากยังไม่ทราบแหล่งเชื้อและวิธีสัมผัสที่แน่นอน แต่ทุกคนสามารถลดความเสี่ยงจากเชื้อราโดยทั่วไปได้ ด้วยการดูแลสุขอนามัย รักษาบาดแผลให้สะอาด หลีกเลี่ยงการสัมผัสดินหรือฝุ่นจำนวนมากโดยไม่จำเป็น และสวมหน้ากากหรืออุปกรณ์ป้องกันเมื่อทำงานในพื้นที่ที่มีฝุ่น เชื้อรา หรือวัสดุเปียกชื้น

ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับการหลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่มีเชื้อรา รวมถึงไม่ควรซื้อยาต้านเชื้อรามาใช้เอง เพราะยากลุ่มนี้อาจมีผลข้างเคียงและต้องเลือกให้เหมาะกับชนิดของเชื้อ หากมีอาการทางระบบประสาทผิดปกติ ควรแจ้งประวัติสุขภาพและประวัติการสัมผัสฝุ่น ดิน หรือเชื้อราแก่แพทย์อย่างละเอียด

แม้ เชื้อรามรณะที่โจมตีสมองกำลังเพิ่มขึ้น จะเป็นข่าวที่น่ากังวล แต่ยังไม่ควรทำให้ประชาชนตื่นตระหนก เพราะโรคนี้ยังพบได้น้อยมาก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการเพิ่มความรู้ การวินิจฉัยให้เร็ว และการพัฒนาระบบเฝ้าระวังที่ครอบคลุมมากขึ้น หากหน่วยงานสาธารณสุขและห้องปฏิบัติการร่วมมือกันเก็บข้อมูลอย่างเป็นระบบ เราอาจเข้าใจเชื้อรานี้ได้ดีขึ้นและช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาเร็วกว่าเดิม

ติดตามข้อมูลสุขภาพจากแหล่งที่น่าเชื่อถือ และหากพบอาการทางสมองที่รุนแรงหรือผิดปกติ อย่ารอดูอาการด้วยตนเอง ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์โดยเร็ว เพราะการรู้เท่าทันและการตรวจรักษาอย่างทันท่วงทีอาจสร้างความแตกต่างที่สำคัญต่อชีวิตของผู้ป่วย

ที่มา – A Deadly Mold That Attacks the Brain Is on the Rise, and Scientists Aren’t Sure Why

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *