อ่านม้วนคัมภีร์ที่ภูเขาไฟเผาเมื่อ 2,000 ปีก่อน

ลองจินตนาการว่าคุณพบม้วนคัมภีร์โบราณที่ถูกความร้อนจากภูเขาไฟเผาจนกลายเป็นก้อนดำเปราะบาง หากพยายามคลี่มันออก กระดาษอาจแตกสลายทันที นี่คือปัญหาที่นักวิทยาศาสตร์และนักภาษาศาสตร์ต้องเผชิญกับม้วนปาปิรุสจากเมืองเฮอร์คิวเลเนียม ซึ่งถูกฝังอยู่ใต้เถ้าถ่านจากการปะทุของภูเขาไฟวิสุเวียสเมื่อประมาณ 2,000 ปีก่อน

แต่เทคโนโลยีสมัยใหม่กำลังเปลี่ยนเรื่องราวนี้ไปอย่างน่าทึ่ง เพราะทีมวิจัยสามารถ อ่านม้วนคัมภีร์ที่ภูเขาไฟเผาเมื่อ 2,000 ปีก่อน ได้โดยไม่ต้องคลี่หรือเปิดม้วนจริง กระบวนการดังกล่าวอาศัยการสแกนเอกซเรย์ความละเอียดสูง ปัญญาประดิษฐ์ และความเชี่ยวชาญของนักอักษรศาสตร์โบราณ ทำให้ข้อความที่มนุษย์ไม่สามารถมองเห็นด้วยตาเปล่ากลับมาอ่านได้อีกครั้ง

อ่านม้วนคัมภีร์ที่ภูเขาไฟเผาเมื่อ 2,000 ปีก่อน

ความสำเร็จครั้งสำคัญเกิดขึ้นจากโครงการ Vesuvius Challenge ซึ่งเปิดโอกาสให้นักวิจัย นักพัฒนาโปรแกรม และผู้สนใจจากทั่วโลกช่วยกันไขปริศนาม้วนคัมภีร์ที่ถูกเผาไหม้ โครงการนี้เริ่มต้นขึ้นในปี 2023 และค่อย ๆ สร้างความก้าวหน้า ตั้งแต่การค้นพบตัวอักษรคำแรก การถอดความเป็นย่อหน้า ไปจนถึงการอ่านม้วนคัมภีร์ได้ครบทั้งม้วน

หนึ่งในม้วนที่ประสบความสำเร็จคือ PHerc. 1667 ทีมงานสามารถกู้คืนข้อความภาษากรีกได้ถึง 22 คอลัมน์ บนปาปิรุสที่มีความยาวรวมประมาณ 1.4 เมตร เนื้อหาที่อ่านได้ดูเหมือนจะเป็นงานเขียนด้านปรัชญาเกี่ยวกับจริยธรรม โดยเฉพาะแนวคิดแบบสโตอิกเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ แรงกระตุ้น และการพัฒนาคุณธรรม

เทคโนโลยีช่วยอ่านม้วนคัมภีร์ที่ภูเขาไฟเผาเมื่อ 2,000 ปีก่อน

หัวใจของการค้นพบนี้คือการใช้เอกซเรย์ไมโครคอมพิวเต็ดโทโมกราฟี หรือเอกซเรย์ซีทีความละเอียดสูง นักวิจัยนำม้วนคัมภีร์ไปสแกนโดยไม่ต้องสัมผัสหรือคลี่ออก ภาพที่ได้จะแสดงโครงสร้างภายในของม้วนในรูปแบบสามมิติ จากนั้นซอฟต์แวร์จะช่วยแยกชั้นของปาปิรุสที่พันกันแน่นออกจากกันในโลกดิจิทัล

กระบวนการนี้คล้ายกับการแกะม้วนคัมภีร์ทีละชั้น แต่เกิดขึ้นบนคอมพิวเตอร์แทนที่จะใช้มือจริง ก่อนการสแกน ทีมงานจะถ่ายภาพภายนอกของม้วนเพื่อสร้างตาข่ายไนลอนสามมิติสำหรับใช้เคลื่อนย้ายวัตถุอย่างปลอดภัย จากนั้นจึงส่งม้วนไปยังเครื่องเร่งอนุภาคซินโครตรอนเพื่อให้ได้ภาพเอกซเรย์ที่ละเอียดมากพอจะเผยให้เห็นเส้นใยพืชและร่องรอยหมึก

ปาปิรุสมีโครงสร้างจากเส้นใยพืชที่เรียงตัวเป็นรูปแบบคล้ายท่อซ้ำ ๆ ลักษณะนี้ช่วยให้นักวิจัยระบุชั้นและรูปทรงเดิมของม้วนได้ อย่างไรก็ตาม การทำให้ชั้นปาปิรุสแยกออกจากกันในภาพดิจิทัลไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะความร้อนทำให้วัสดุหดตัว บิดเบี้ยว และเชื่อมติดกันเป็นก้อน

บทบาทของปัญญาประดิษฐ์และนักอักษรศาสตร์

ปัญญาประดิษฐ์มีส่วนช่วยตรวจจับร่องรอยหมึกที่แทบมองไม่เห็น โมเดลคอมพิวเตอร์สามารถวิเคราะห์ภาพจำนวนมหาศาลและค้นหารูปแบบที่คล้ายตัวอักษรได้อย่างรวดเร็ว แต่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียวไม่สามารถแปลข้อความได้อย่างสมบูรณ์ เพราะระบบอาจสับสนระหว่างรอยหมึกจริงกับรอยแตก เส้นใย หรือเงาที่เกิดจากการสแกน

ทีมงานจึงมีผู้เชี่ยวชาญหลายด้านทำงานร่วมกัน นักวาดเส้นและผู้ทำข้อมูลจะติดตามแนวเส้นใยในภาพอย่างละเอียด เพื่อสร้างแบบจำลองว่าม้วนที่สมบูรณ์ควรมีรูปทรงอย่างไร จากนั้นนักอักษรศาสตร์โบราณจะตรวจสอบตัวอักษร เปรียบเทียบรูปแบบภาษา และพิจารณาบริบทของประโยค ขั้นตอนนี้สำคัญมาก เพราะการอ่านตัวอักษรโบราณเพียงตัวเดียวผิด อาจทำให้ความหมายของทั้งประโยคเปลี่ยนไป

Federica Nicolardi หัวหน้าทีมด้านปาปิรัสศาสตร์ เล่าว่า เมื่อเธอได้รับข้อมูลจากม้วน PHerc. 1667 เป็นครั้งแรก เธอพบข้อความที่อ่านได้ชัดเจนหลายคอลัมน์ ต่อมาเมื่อได้รับภาพความยาวเต็มม้วน ทีมงานจึงตระหนักว่านี่อาจเป็นม้วนแรกที่สามารถอ่านได้ครบถ้วนในยุคสมัยใหม่

จากห้องทดลองสู่การแข่งขันระดับโลก

ความสำเร็จนี้ไม่ได้เกิดจากนักวิจัยกลุ่มเล็ก ๆ เพียงกลุ่มเดียว แต่เป็นผลจากการแบ่งปันข้อมูลผ่าน Vesuvius Challenge ซึ่งเปิดให้ชุมชนทั่วโลกเข้ามาทดลองแนวทางใหม่ ๆ ผู้เข้าร่วมบางคนเริ่มต้นจากการเป็นนักพัฒนาโปรแกรมหรือผู้สนใจเทคโนโลยี ก่อนจะกลายมาเป็นสมาชิกสำคัญของทีมวิจัย

Brent Seales จากมหาวิทยาลัยเคนทักกีเป็นผู้บุกเบิกแนวคิดการคลี่ม้วนคัมภีร์แบบเสมือนจริง เขาเริ่มสนใจม้วนคัมภีร์เฮอร์คิวเลเนียมตั้งแต่ปี 2004 หลังจากทำงานด้านการแปลงเอกสารโบราณให้เป็นดิจิทัลมาหลายปี ต่อมาเขาพัฒนาเทคนิคที่ใช้เอกซเรย์โทโมกราฟีและคอมพิวเตอร์วิทัศน์เพื่อคลี่ม้วนคัมภีร์จากเอนเกดีแบบเสมือนจริงได้ในปี 2015

เมื่อ Nat Friedman นักลงทุนจากซิลิคอนแวลลีย์เสนอให้เปลี่ยนภารกิจนี้เป็นการแข่งขัน Seales และทีมงานต้องตัดสินใจครั้งใหญ่ พวกเขาจำเป็นต้องเปิดเผยข้อมูล ชุดภาพสแกน และองค์ความรู้จำนวนมากต่อสาธารณะ แม้จะมีความเสี่ยงที่ผู้อื่นอาจนำไปใช้ต่อ แต่ท้ายที่สุดทีมงานเห็นว่าการร่วมมือกันทั่วโลกจะช่วยเร่งการค้นพบได้มากกว่า

  • การสแกนเอกซเรย์: สร้างภาพโครงสร้างภายในโดยไม่ต้องเปิดม้วน
  • การสร้างแบบจำลองสามมิติ: ช่วยแยกชั้นปาปิรุสที่พันกันและบิดเบี้ยว
  • ปัญญาประดิษฐ์: ตรวจจับร่องรอยหมึกและรูปแบบตัวอักษร
  • ผู้เชี่ยวชาญภาษาโบราณ: ตรวจสอบการอ่านและตีความเนื้อหา
  • ชุมชนวิจัยแบบเปิด: ทำให้นักวิจัยจากหลายสาขาช่วยกันแก้ปัญหา

ยังมีม้วนคัมภีร์อีกมากรอการค้นพบ

แม้การอ่าน PHerc. 1667 จะเป็นความสำเร็จครั้งใหญ่ แต่ม้วนนี้เป็นเพียงหนึ่งในหลายร้อยม้วนจาก Villa of the Papyri ห้องสมุดโบราณแห่งนี้ถือเป็นห้องสมุดเดียวจากยุคกรีกและโรมันที่ยังมีคอลเลกชันเหลืออยู่เป็นจำนวนมาก นักประวัติศาสตร์เชื่อว่าสิ่งที่ค้นพบจนถึงตอนนี้อาจเป็นเพียงส่วนเล็ก ๆ ของม้วนคัมภีร์ทั้งหมดที่เคยมีอยู่

ม้วนบางส่วนอยู่ในสภาพที่ดีกว่าและมีรอยแยกให้ระบบดิจิทัลยึดเกาะได้ง่าย แต่ม้วนอีกจำนวนมากถูกบีบอัดแน่น มีส่วนที่หลุดออกจากกัน หรือปนเปื้อนด้วยโคลนและวัสดุอื่น จึงท้าทายกว่ามาก นักวิจัยยอมรับว่าอาจมีบางม้วนที่ไม่สามารถอ่านได้ทั้งหมด แต่การอ่านข้อความได้เพียงชิ้นเล็ก ๆ ก็อาจมีคุณค่าต่อการศึกษาประวัติศาสตร์อย่างมหาศาล

อนาคตของโครงการขึ้นอยู่กับเครื่องสแกนความละเอียดสูงขึ้น ระบบอัตโนมัติที่แม่นยำกว่าเดิม และโมเดลปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถแยกหมึกออกจากเส้นใยได้ดีขึ้น ความหวังสำคัญคือ ข้อมูลจำนวนมากยังคงอยู่ภายในม้วน เพียงแต่รอเทคโนโลยีที่เหมาะสมในการทำให้มันมองเห็นได้

เรื่องราวของการ อ่านม้วนคัมภีร์ที่ภูเขาไฟเผาเมื่อ 2,000 ปีก่อน จึงไม่ใช่แค่ชัยชนะของวิทยาศาสตร์ แต่ยังเป็นตัวอย่างว่าความร่วมมือระหว่างมนุษย์ เครื่องจักร และคนทั่วไปสามารถเปิดประตูสู่อดีตได้อย่างไร หากเทคโนโลยียังคงพัฒนาต่อไป เราอาจได้ฟังเสียงจากนักคิดโบราณอีกนับไม่ถ้วนโดยไม่ต้องทำลายหลักฐานที่พวกเขาทิ้งไว้

หากคุณสนใจประวัติศาสตร์ เทคโนโลยี และการค้นพบที่เปลี่ยนความเข้าใจของมนุษย์ อย่าพลาดติดตามความคืบหน้าของ Vesuvius Challenge เพราะม้วนคัมภีร์ชิ้นต่อไปอาจเปิดเผยแนวคิดสำคัญที่โลกสูญหายไปนานกว่า 2,000 ปี

ที่มา – A Volcano Toasted This Scroll 2,000 Years Ago. Here’s How Scientists Read It Without Ever Opening It

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *