อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 จากข้อมูล CDC
เมื่อพูดถึงประเทศที่เผชิญปัญหาอัตราการเกิดตกต่ำ หลาย ๆ คนคงนึกถึงประเทศอย่างอิตาลีหรือญี่ปุ่น ที่กำลังดิ้นรนเพื่อเพิ่มจำนวนเด็กใหม่ให้เพียงพอต่อการทดแทนประชากรผู้สูงอายุ แต่ที่จริงแล้ว สหรัฐอเมริกาก็อาจไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่ดีกว่ามากนัก
อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 จากข้อมูล CDC
ข้อมูลล่าสุดจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคสหรัฐฯ (CDC) เปิดเผยว่า แม้จำนวนการเกิดทั้งหมดในปี 2024 จะเพิ่มขึ้น 1% จากปี 2023 คิดเป็น 3,628,934 คน แต่อัตราการเกิดทั่วไป (general fertility rate) กลับลดลง 1% เหลือเพียง 53.8 คนต่อผู้หญิง 1,000 คน อายุ 15-44 ปี ซึ่งถือเป็นระดับต่ำสุดเท่าที่เคยมีมาในประวัติศาสตร์ของประเทศนี้
หลายคนอาจสงสัยว่าทำไมจำนวนเด็กที่เกิดจะเพิ่มขึ้นได้ แต่อัตราการเกิดโดยเฉลี่ยถึงลดลง? คำตอบคือ แม้จำนวนผู้หญิงที่คลอดบุตรจะเพิ่มขึ้น แต่สัดส่วนของผู้หญิงที่มีบุตรเมื่อเทียบกับจำนวนผู้หญิงวัยเจริญพันธุ์ทั้งหมดกลับลดลง นั่นทำให้ อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 จากข้อมูล CDC กลายเป็นสัญญาณเฝ้าระวังสำคัญด้านประชากรศาสตร์
แนวโน้มการเปลี่ยนแปลงตามวัย
ข้อมูลยังแสดงให้เห็นว่า อัตราการเกิดลดลงในกลุ่มผู้หญิงอายุ 15 ถึง 34 ปี ในขณะที่กลุ่มอายุ 35-39 ปี คงที่ และกลับเพิ่มขึ้นในกลุ่ม 40-44 ปี สะท้อนว่าคู่รักจำนวนมากเลื่อนการมีบุตรออกไป ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางการเงิน ความก้าวหน้าในงาน หรือแม้แต่สถานการณ์เศรษฐกิจและสังคมโดยรวม
อีกจุดน่าสนใจคือ สัดส่วนของผู้หญิงที่ใช้ Medicaid เป็นแหล่งชำระเงินหลักในการคลอด ลดลง 3% ทั่วทุกกลุ่มอายุ ระหว่างปี 2023 และ 2024 บ่งชี้ถึงการเปลี่ยนแปลงในระบบการดูแลสุขภาพหรือการเข้าถึงบริการทางการแพทย์
ที่สำคัญ อัตราการเกิดรวม (total fertility rate) ของสหรัฐฯ ในปี 2024 อยู่ที่ 1,626.5 คนต่อผู้หญิง 1,000 คน หรือประมาณ 1.6 คนต่อผู้หญิงหนึ่งคน ซึ่งต่ำกว่าระดับทดแทนประชากรที่ 2.1 คน — ระดับที่จำเป็นเพื่อให้รุ่นหนึ่งสามารถ “แทนที่” ตนเองได้โดยไม่ลดจำนวนประชากร
เทียบกับประเทศอื่นแล้ว สหรัฐฯ เคยเป็นหนึ่งในไม่กี่ประเทศพัฒนาแล้วที่มีอัตราการเกิดเกินระดับทดแทน แต่นับตั้งแต่ปี 2007 ก็ต่ำลงเรื่อย ๆ ส่วนอิตาลีกับญี่ปุ่นอยู่ที่ 1.2 ฝรั่งเศส 1.7 สเปน 1.1 และเยอรมนี 1.4 ตามข้อมูลจาก World Bank ดร. แคเรน กัซโซ จากศูนย์ประชากรศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยนอร์ทแคโรไลนา ระบุว่า คู่รักสมัยนี้เลือกแต่งงานช้าลง และกังวลเกี่ยวกับทรัพยากรที่จำเป็นในการเลี้ยงดูลูก
แนวโน้มนี้ไม่ใช่แค่เรื่องของสาธารณสุข แต่ส่งผลระยะยาวต่อเศรษฐกิจ แรงงาน และโครงสร้างสังคม หากไม่มีนโยบายสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น การลาคลอดที่ดีขึ้น ค่าเลี้ยงดูเด็กที่เอื้อมถึง หรือความมั่นคงทางที่อยู่อาศัย คำว่า อัตราการเกิดในสหรัฐฯ ต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2024 จากข้อมูล CDC อาจกลายเป็นภาพสะท้อนของความไม่เท่าเทียมและแรงกดดันในชีวิตสมัยใหม่ที่ขยายตัวต่อไป
เราอาจไม่สามารถเปลี่ยนแปลงตัวเลขได้ในชั่วข้ามคืน แต่การเข้าใจเหตุผลเบื้องหลังอาจเป็นก้าวแรกสู่การผลักดันนโยบายที่เอื้อต่อครอบครัวและการมีลูกอย่างยั่งยืน
สิ่งที่ควรทำต่อไป: ผลักดันนโยบายสนับสนุนครอบครัว ทั้งในระดับรัฐและองค์กร ไม่ว่าจะเป็นการลาคลอดแบบจ่ายเงิน การสนับสนุนค่าเลี้ยงดูเด็ก หรือสภาพแวดล้อมการทำงานที่ยืดหยุ่นมากขึ้น