สภา กทม. โหวตคว่ำเช่ารถบรรทุกน้ำ EV 145 คัน
การประชุมสภากรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 มีประเด็นสำคัญที่ได้รับความสนใจจากคนกรุงเทพฯ หลังที่ประชุมลงมติไม่อนุมัติการกันเงินเหลื่อมปี สำหรับโครงการเช่ารถบรรทุกน้ำพลังงานไฟฟ้า หรือรถบรรทุกน้ำ EV ขนาด 6 ล้อ จำนวน 145 คัน โดยโครงการมีวงเงิน 10,316,100 บาท และมีเป้าหมายเพื่อสนับสนุนงานดูแลความสะอาด พื้นที่สาธารณะ รวมถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชนในช่วงเกิดภัยพิบัติ
ผลการลงมติครั้งนี้ออกมาเป็นเสียงไม่เห็นชอบ 24 เสียง เห็นชอบ 15 เสียง และงดออกเสียง 2 เสียง จากผู้ลงคะแนนทั้งหมด 41 คน ทำให้โครงการไม่สามารถเดินหน้าตามกรอบการกันเงินเหลื่อมปีได้ในทันที ประเด็นดังกล่าวจึงไม่ได้เป็นเพียงเรื่องการจัดซื้อจัดจ้างเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับประสิทธิภาพการให้บริการประชาชนในพื้นที่กรุงเทพมหานครทั้ง 50 เขต
สภา กทม. โหวตคว่ำเช่ารถบรรทุกน้ำ EV 145 คัน
สำหรับโครงการนี้ รถบรรทุกน้ำ EV ทั้ง 145 คันถูกออกแบบให้มีความจุไม่น้อยกว่า 6,000 ลิตร พร้อมระบบฉีดน้ำแรงดันสูงและแรงดันปานกลาง ลักษณะการใช้งานสามารถครอบคลุมทั้งการรดน้ำต้นไม้ ดูแลสวนสาธารณะ ล้างทำความสะอาดถนน และสนับสนุนการฟื้นฟูเมืองหลังเกิดน้ำท่วมหรือเหตุฉุกเฉิน การเลือกใช้รถพลังงานไฟฟ้ายังสะท้อนแนวคิดลดการปล่อยมลพิษและลดเสียงรบกวนในชุมชนด้วย
มธุรส เบนท์ สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตสะพานสูง จากทีมคนทำงาน อภิปรายสนับสนุนความจำเป็นของโครงการ พร้อมขอให้ฝ่ายบริหารชี้แจงรายละเอียดให้ชัดเจนในหลายประเด็น โดยเฉพาะกรอบเวลาการประกวดราคาใหม่ หลังจากยกเลิกรอบเดิมเนื่องจากปัญหาการยืนราคา ความพร้อมของสถานีชาร์จไฟฟ้า และภาระผูกพันด้านงบประมาณตลอดระยะเวลา 9 ปี
ประเด็นที่สภาต้องการคำตอบก่อนเดินหน้าโครงการ
- กรอบเวลาการจัดซื้อจัดจ้าง: กทม. ต้องระบุให้ชัดว่าจะเริ่มประกวดราคาใหม่เมื่อใด และจะป้องกันปัญหาผู้เสนอราคาไม่สามารถยืนราคาได้อย่างไร
- สถานีชาร์จไฟฟ้า: รถ EV จำเป็นต้องมีระบบชาร์จที่เพียงพอ ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติงาน และพร้อมรองรับการใช้งานจริงทุกวัน
- งบประมาณระยะยาว: สัญญาเช่า 9 ปีควรเปิดเผยรายละเอียดค่าใช้จ่าย การบำรุงรักษา และเงื่อนไขที่อาจทำให้เกิดภาระผูกพันในอนาคต
- แผนสำรอง: หากรถใหม่ยังไม่พร้อม กทม. ต้องมีแนวทางรองรับเพื่อไม่ให้บริการประชาชนสะดุด
ด้านพรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ฝ่ายบริหารเตรียมทบทวนขอบเขตการดำเนินงาน หรือ TOR ใหม่ รวมถึงแผนบริหารจัดการจุดชาร์จและขั้นตอนการทดสอบสมรรถนะรถ ซึ่งใช้เวลารวม 405 วัน การทบทวนรายละเอียดเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะรถบรรทุกน้ำ EV ไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะกับตัวรถ แต่ยังต้องพิจารณาระบบไฟฟ้า การบำรุงรักษา การฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ และการจัดสรรรถให้เหมาะกับภารกิจของแต่ละเขต
ในระหว่างที่ยังไม่มีรถชุดใหม่ ฝ่ายบริหารระบุว่าจะเร่งจัดสรรรถบรรทุกน้ำเดิมที่ยังเหลือใช้งานประมาณร้อยละ 60-65 ให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมเตรียมขอจัดสรรงบกลางเพื่อจัดหารถทดแทน แนวทางนี้อาจช่วยลดผลกระทบในระยะสั้น แต่ก็ยังต้องติดตามว่ารถเดิมมีสภาพพร้อมใช้งานมากน้อยเพียงใด และสามารถรองรับภารกิจพร้อมกันหลายพื้นที่ได้หรือไม่
วิพุธ ศรีวะอุไร สมาชิกสภากรุงเทพมหานคร เขตบางรัก จากทีมคนทำงาน แสดงความกังวลว่า หากไม่สามารถกันเงินเหลื่อมปีได้ จำนวนรถบรรทุกน้ำอาจไม่เพียงพอต่อการให้บริการประชาชน โดยเฉพาะช่วงที่ต้องเร่งกู้เมืองและฟื้นฟูพื้นที่หลังน้ำท่วม แม้สำนักสิ่งแวดล้อมจะมีแผนสำรอง แต่การขาดแคลนรถทดแทนอาจส่งผลต่อการทำความสะอาดถนน การดูแลพื้นที่สาธารณะ และการช่วยเหลือประชาชนในหลายเขตพร้อมกัน
เมื่อมองในมุมเทคโนโลยี รถบรรทุกน้ำ EV มีจุดเด่นด้านการลดการใช้น้ำมันและลดมลพิษทางอากาศ แต่การเปลี่ยนผ่านไปสู่ยานยนต์ไฟฟ้าของหน่วยงานรัฐจำเป็นต้องวางแผนอย่างรอบด้าน ไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาค่าเช่าหรือจำนวนรถเท่านั้น ต้องประเมินต้นทุนตลอดอายุโครงการ ความพร้อมของแบตเตอรี่ ระบบชาร์จ ระยะเวลาการทำงานต่อรอบ และความสามารถในการเข้าถึงพื้นที่ที่มีข้อจำกัด
นอกจากนี้ การเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะก็เป็นเรื่องสำคัญ คนกรุงเทพฯ ควรได้รับทราบว่าโครงการมีเหตุผลความจำเป็นอย่างไร ใช้งบประมาณส่วนใด มีตัวชี้วัดความสำเร็จแบบไหน และจะตรวจสอบประสิทธิภาพของผู้ให้บริการได้อย่างไร หากข้อมูลเหล่านี้ชัดเจนตั้งแต่ต้น ก็จะช่วยสร้างความเข้าใจและลดข้อกังวลเกี่ยวกับการใช้เงินภาษีในโครงการระยะยาว
สภา กทม. โหวตคว่ำเช่ารถบรรทุกน้ำ EV 145 คัน จึงเป็นเหตุการณ์ที่สะท้อนความท้าทายของการบริหารเมืองยุคใหม่ได้อย่างชัดเจน ฝ่ายหนึ่งต้องการเครื่องมือที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ขณะที่อีกฝ่ายต้องตรวจสอบความคุ้มค่า ความโปร่งใส และความพร้อมในการใช้งานจริง การตัดสินใจที่ดีควรอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน ไม่ใช่เพียงการเร่งจัดหารถให้ได้จำนวนตามเป้าหมาย
ในระยะต่อไป คนกรุงเทพฯ ควรติดตามทั้งการปรับปรุง TOR การจัดสรรงบกลาง และผลการจัดหารถทดแทนอย่างใกล้ชิด เพราะเรื่องนี้ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพชีวิต ตั้งแต่ความสะอาดของถนนและสวนสาธารณะ ไปจนถึงความสามารถในการรับมือกับน้ำท่วมและเหตุฉุกเฉิน ความเห็นของประชาชนและการตรวจสอบจากสภาจะช่วยให้โครงการในอนาคตมีความรอบคอบมากขึ้น
มุมมองที่น่าสนใจคือ การใช้รถ EV ในภารกิจสาธารณะจะกลายเป็นแนวโน้มสำคัญของเมืองใหญ่ แต่ความสำเร็จไม่ได้วัดจากการมีรถไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ต้องวัดจากการใช้งานได้จริง ประหยัดงบประมาณในระยะยาว และช่วยประชาชนได้ทันเวลา ดังนั้น กทม. ควรเร่งจัดทำแผนสำรองที่โปร่งใส พร้อมเปิดเผยข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างและรับฟังความคิดเห็นจากคนในพื้นที่ เพื่อให้การดูแลเมืองเดินหน้าต่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ
