สบส. สั่งย้ายด่วน ผอ.ศบส.5 เข้าส่วนกลาง สอบปมศูนย์ผู้สูงอายุ
กรณีศูนย์ดูแลผู้สูงอายุในอำเภอท่าม่วง จังหวัดกาญจนบุรี ถูกสั่งปิดหลังตรวจพบการดำเนินงานที่อาจไม่เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมาย กลายเป็นประเด็นที่สังคมจับตามองอย่างใกล้ชิด เพราะเกี่ยวข้องโดยตรงกับความปลอดภัยของผู้สูงอายุและความเชื่อมั่นของครอบครัวที่นำคนที่รักไปฝากให้ดูแล ล่าสุด กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ หรือ สบส. ได้ยกระดับการตรวจสอบด้วยคำสั่งให้ผู้อำนวยการศูนย์สนับสนุนบริการสุขภาพ เขต 5 หรือ ผอ.ศบส.5 เข้ามาปฏิบัติราชการที่ส่วนกลางเป็นการเร่งด่วน ระหว่างรอผลการสอบสวนข้อเท็จจริง
คำสั่งดังกล่าวสะท้อนว่าเรื่องนี้ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียงปัญหาการดำเนินงานของสถานดูแลผู้สูงอายุแห่งหนึ่งเท่านั้น แต่ยังเป็นกรณีที่หน่วยงานรัฐต้องตรวจสอบกระบวนการกำกับดูแลอย่างรอบด้าน โดยเฉพาะเมื่อมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายและการคุ้มครองผู้รับบริการ ซึ่งเป็นกลุ่มเปราะบางที่ต้องได้รับการดูแลเป็นพิเศษ
สบส. สั่งย้ายด่วน ผอ.ศบส.5 เข้าส่วนกลาง
เมื่อวันที่ 8 ตุลาคม 2569 สมศักดิ์ กรีชัย รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ เปิดเผยความคืบหน้าว่า หลังจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขกำชับให้ สบส. เข้ามาควบคุมและติดตามกรณีนี้อย่างใกล้ชิด อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพจึงมีคำสั่งให้ผู้อำนวยการ ศบส. พื้นที่ 5 ย้ายเข้ามาปฏิบัติราชการที่กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ ส่วนกลางชั่วคราว
การย้ายดังกล่าวเป็นมาตรการระหว่างรอการสอบสวน ไม่ใช่ข้อสรุปว่าบุคคลใดมีความผิดแล้ว จุดประสงค์สำคัญคือแยกผู้เกี่ยวข้องออกจากพื้นที่และกระบวนการที่กำลังถูกตรวจสอบ เพื่อป้องกันข้อกังวลเรื่องการแทรกแซงพยานหลักฐานหรือผลกระทบต่อการรวบรวมข้อมูล ทั้งยังช่วยให้การสอบสวนดำเนินไปอย่างเป็นอิสระและสร้างความมั่นใจแก่ประชาชนมากขึ้น
ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง
นอกจากคำสั่งย้าย ผอ.ศบส.5 แล้ว สบส. ยังได้แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เกี่ยวข้องกับกรณีดังกล่าวทั้งหมด คณะกรรมการจะทำหน้าที่ตรวจสอบลำดับเหตุการณ์ เอกสารการอนุญาต การเข้าตรวจสถานประกอบการ รวมถึงการดำเนินการหลังพบความผิดปกติ เพื่อให้เห็นภาพรวมว่าปัญหาเกิดขึ้นในขั้นตอนใดและมีผู้เกี่ยวข้องในระดับใดบ้าง
ผู้อำนวยการ ศบส.5 ได้เดินทางมารายงานตัวที่ส่วนกลางเรียบร้อยแล้ว ขณะที่ สบส. ยืนยันว่าไม่ได้เพิกเฉยต่อปัญหา และจะเร่งสรุปผลการสอบสวนให้เร็วที่สุด อย่างไรก็ตาม ความรวดเร็วควรดำเนินควบคู่กับความละเอียดรอบคอบ เพราะคดีลักษณะนี้มีทั้งมิติด้านกฎหมาย การบริหารราชการ และความปลอดภัยของผู้สูงอายุที่ต้องพิจารณาไปพร้อมกัน
กฎหมายที่ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุต้องปฏิบัติตาม
จากข้อมูลเบื้องต้น ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุแห่งนี้ถูกตรวจพบการดำเนินงานที่อาจฝ่าฝืน พระราชบัญญัติสถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 รวมถึงอาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล การมีกฎหมายหลายฉบับเข้ามาเกี่ยวข้องแสดงให้เห็นว่า ศูนย์ดูแลผู้สูงอายุไม่สามารถดำเนินธุรกิจโดยอาศัยเพียงความตั้งใจดีหรือการมีบุคลากรดูแลเท่านั้น แต่ต้องมีใบอนุญาต สถานที่ อุปกรณ์ ระบบความปลอดภัย และบุคลากรที่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนด
สำหรับประชาชน การตรวจสอบสถานประกอบการก่อนตัดสินใจใช้บริการจึงเป็นเรื่องจำเป็น ควรสอบถามให้ชัดเจนว่าศูนย์มีใบอนุญาตถูกต้องหรือไม่ มีผู้ดูแลที่ผ่านการอบรมหรือไม่ และมีระบบรับมือกรณีฉุกเฉินอย่างไร นอกจากนี้ควรอ่านสัญญาการให้บริการ ตรวจสอบค่าใช้จ่าย และสอบถามขั้นตอนการแจ้งญาติเมื่อผู้สูงอายุมีอาการผิดปกติ
- ตรวจสอบชื่อสถานประกอบการและใบอนุญาตกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ดูสภาพแวดล้อมจริงก่อนตัดสินใจ ไม่ควรพิจารณาจากโฆษณาเพียงอย่างเดียว
- สอบถามจำนวนผู้ดูแลต่อผู้สูงอายุ และคุณสมบัติของบุคลากร
- ขอดูแผนการดูแลรายบุคคล ระบบปฐมพยาบาล และช่องทางติดต่อฉุกเฉิน
- เก็บเอกสาร สัญญา ใบเสร็จ และหลักฐานการสื่อสารไว้เพื่อใช้ตรวจสอบภายหลัง
บทเรียนสำคัญสำหรับครอบครัวและผู้ประกอบการ
กรณีที่ สบส. สั่งย้ายด่วน ผอ.ศบส.5 เข้าส่วนกลาง ยังเป็นเพียงขั้นตอนระหว่างการตรวจสอบ จึงควรรอผลสอบอย่างเป็นทางการและหลีกเลี่ยงการสรุปความผิดจากข้อมูลที่ยังไม่ครบถ้วน ขณะเดียวกัน หน่วยงานรัฐควรสื่อสารความคืบหน้าอย่างโปร่งใส โดยคำนึงถึงสิทธิของทุกฝ่ายและให้ความสำคัญกับผู้สูงอายุที่ได้รับผลกระทบเป็นอันดับแรก
ในมุมของผู้ประกอบการ เหตุการณ์นี้เป็นสัญญาณชัดเจนว่าธุรกิจดูแลผู้สูงอายุจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการอบรมบุคลากร การจัดทำเอกสารให้ครบถ้วน การดูแลสุขอนามัย หรือการรายงานเหตุฉุกเฉิน หากดำเนินการถูกต้องตั้งแต่ต้น นอกจากช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมายแล้ว ยังช่วยสร้างความไว้วางใจในระยะยาว
ท้ายที่สุด ข่าว สบส. สั่งย้ายด่วน ผอ.ศบส.5 เข้าส่วนกลาง ควรเป็นบทเรียนให้ทุกฝ่ายเห็นความสำคัญของการกำกับดูแลศูนย์ผู้สูงอายุอย่างจริงจัง ครอบครัวควรตรวจสอบข้อมูลก่อนเลือกใช้บริการ ส่วนหน่วยงานรัฐควรเร่งสรุปผลอย่างเป็นธรรมและเปิดเผยเท่าที่กฎหมายอนุญาต เพื่อให้สังคมมั่นใจว่าผู้สูงอายุจะได้รับการดูแลในสถานที่ที่ปลอดภัย มีมาตรฐาน และตรวจสอบได้
