รีวิว GoPro Mission 1 ILS: GoPro ที่แย่และกล้องที่แย่กว่า
หากคุณกำลังมองหากล้องแอ็กชันรุ่นใหม่ที่ให้ภาพคุณภาพสูงและรองรับการเปลี่ยนเลนส์ได้ รีวิว GoPro Mission 1 ILS นี้อาจช่วยให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น กล้องรุ่นนี้เป็นการผสมผสานระหว่างกล้อง GoPro แบบสมบุกสมบันกับแนวคิดของกล้องมืออาชีพที่ใช้เลนส์ Micro Four Thirds แต่ผลลัพธ์กลับไม่ลงตัวเท่าที่ควร แม้จะมีจุดเด่นหลายด้าน แต่ข้อจำกัดในการใช้งานจริงกลับมีมากจนทำให้ประสบการณ์โดยรวมไม่น่าประทับใจเมื่อเทียบกับราคา 700 ดอลลาร์สหรัฐ โดยยังไม่รวมค่าเลนส์
รีวิว GoPro Mission 1 ILS: จุดเด่นและข้อจำกัด
GoPro Mission 1 ILS ใช้เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้วแบบเดียวกับ Mission 1 Pro จึงยังสามารถบันทึกภาพกลางแจ้งได้ดี โดยเฉพาะในสภาพแสงจ้า รายละเอียดของภาพมีความคมชัดและการควบคุมระยะรับภาพจากเลนส์แบบเปลี่ยนได้ช่วยลดเอฟเฟกต์ฟิชอายที่พบในกล้อง GoPro ทั่วไป ผู้ใช้ยังสามารถเลือกเลนส์ให้เหมาะกับสถานการณ์ เช่น เลนส์มุมกว้างสำหรับกิจกรรมกลางแจ้ง หรือเลนส์ระยะไกลสำหรับถ่ายตัวแบบที่อยู่ห่างออกไป
กล้องรองรับการบันทึกสีแบบ 10-bit ซึ่งเหมาะกับผู้สร้างคอนเทนต์ที่ต้องการนำไฟล์ไปปรับแต่งสีต่อในโปรแกรมตัดต่อ นอกจากนี้ยังถ่ายวิดีโอความละเอียดสูงสุด 8K ที่ 60 เฟรมต่อวินาทีในสัดส่วน 16:9 และรองรับโหมด Open Gate 4:3 ที่ 8K และ 30 เฟรมต่อวินาที โหมดนี้ช่วยเก็บภาพได้เต็มเฟรมมากขึ้น แล้วค่อยนำไปครอปหรือจัดองค์ประกอบภายหลังได้อย่างยืดหยุ่น
รีวิว GoPro Mission 1 ILS กับคุณภาพวิดีโอ
สำหรับการถ่ายวิดีโอ กล้องมีโหมดสโลว์โมชันที่น่าสนใจ โดยถ่าย 4K ได้สูงสุด 240 เฟรมต่อวินาที หรือถ่าย Full HD ได้สูงสุด 960 เฟรมต่อวินาทีในโหมด Burst slo-mo อย่างไรก็ตาม ไฟล์จากโหมดความเร็วสูงอาจมีนอยส์และรายละเอียดลดลง แม้จะถ่ายในสภาพแสงที่ดี จึงเหมาะกับการใช้เป็นลูกเล่นเฉพาะบางฉากมากกว่าการใช้งานเป็นโหมดหลัก
- คุณภาพภาพดี: เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้วให้รายละเอียดและประสิทธิภาพในที่แสงน้อยน่าพอใจ
- รองรับ 10-bit: เหมาะสำหรับการปรับสีและตัดต่อวิดีโอระดับจริงจัง
- ความละเอียดสูง: บันทึกวิดีโอ 8K และมีตัวเลือกเฟรมเรตหลากหลาย
- เปลี่ยนเลนส์ได้: ช่วยให้ผู้ใช้ควบคุมมุมมอง ระยะโฟกัส และลักษณะภาพได้มากขึ้น
ข้อเสียที่ทำให้กล้องรุ่นนี้น่าผิดหวัง
ปัญหาหลักของกล้องคือการไม่มีระบบออโต้โฟกัส เนื่องจากตัวกล้องไม่มีการเชื่อมต่อทางอิเล็กทรอนิกส์กับเลนส์ ผู้ใช้จึงต้องตั้งโฟกัสด้วยตัวเองทุกครั้ง และต้องกรอกค่าทางยาวโฟกัสผ่านเมนูของกล้องเมื่อเปลี่ยนเลนส์ใหม่ เลนส์ซูมที่มีการเปลี่ยนทางยาวโฟกัสระหว่างใช้งานยิ่งสร้างความยุ่งยาก เพราะผู้ใช้ต้องปฏิบัติต่อแต่ละระยะเหมือนเป็นเลนส์ไพรม์คนละตัว
GoPro ระบุว่ามีเลนส์ประมาณ 45 รุ่นจากผู้ผลิตหลายรายที่ใช้งานร่วมกับกล้องได้ แต่ในทางปฏิบัติไม่ได้หมายความว่าเลนส์ทุกตัวจะทำงานได้สมบูรณ์ ควรเลือกเลนส์ขนาดกะทัดรัดที่มีค่ารูรับแสงต่ำกว่า f/4.5 และต้องเป็นเลนส์ที่รองรับการโฟกัสแบบแมนนวลอย่างแท้จริง เลนส์ที่ต้องใช้การเชื่อมต่ออิเล็กทรอนิกส์อาจไม่สามารถปรับโฟกัสหรือกำหนดทางยาวโฟกัสได้เลย
จากการทดสอบกับเลนส์หลายรุ่น เลนส์ไพรม์อย่าง Venus Optics Laowa 7.5mm f/2 ทำงานได้ค่อนข้างดี แต่เลนส์ซูม M.Zuiko Digital ED 14-42mm และเลนส์ OM System M.Zuiko 25mm ไม่สามารถใช้งานได้อย่างราบรื่น นี่เป็นข้อจำกัดที่สำคัญมากสำหรับผู้ใช้ที่มีชุดเลนส์ Micro Four Thirds อยู่แล้ว เพราะอาจพบว่าเลนส์โปรดของตนเองไม่สามารถใช้กับกล้องราคาแพงรุ่นนี้ได้
การใช้งานแบบกล้อง GoPro ทั่วไป
ในฐานะกล้องแอ็กชัน GoPro Mission 1 ILS กลับขาดคุณสมบัติที่ผู้ใช้คาดหวังจาก GoPro รุ่นพรีเมียม กล้องไม่ได้กันน้ำ แต่ใช้คำว่า weatherproof แทน ไม่มีระบบล็อกเส้นขอบฟ้า และไม่มีระบบติดตามวัตถุอัตโนมัติ แม้จะยังใช้แท่นยึดแม่เหล็กแบบ GoPro และเกลียวขนาด 1/4 นิ้วได้ แต่ข้อดีเหล่านี้ยังไม่เพียงพอที่จะชดเชยข้อจำกัดอื่น ๆ
เมื่อใส่เลนส์ที่ยื่นออกมาด้านหน้า ตัวกล้องจะเสียสมดุลจากรูปทรงสั้นและหนา การสั่นเพียงเล็กน้อยจึงกลายเป็นภาพกระตุกที่เห็นได้ชัด ระบบกันสั่น Hypersmooth ยังช่วยได้ไม่เต็มที่ และการเปิดใช้ระบบดังกล่าวต้องยอมเสียพื้นที่ภาพประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ ปัญหานี้ทำให้กล้องไม่เหมาะกับการถือถ่ายแบบเดินไปมา หรือการทำวล็อกด้วยตัวเอง
กล้อง Mission 1 Pro ให้ประสบการณ์การถ่ายแบบถือมือที่ดีกว่าอย่างชัดเจน รวมถึงกล้องวล็อกกิงรุ่นใหม่จากคู่แข่งอย่าง DJI Osmo Pocket ก็ออกแบบมาเพื่อการใช้งานลักษณะนี้ได้เหมาะสมกว่า หากเป้าหมายคือการถ่ายวิดีโอท่องเที่ยว รีวิวสินค้า หรือคลิปสำหรับ TikTok และ Instagram กล้องขนาดเล็กที่มีระบบกันสั่นแบบกิมบอลอาจตอบโจทย์ได้ดีกว่า GoPro รุ่นนี้
เหมาะกับการถ่ายภาพนิ่งหรือไม่
แม้ ILS จะมีข้อได้เปรียบเหนือ Mission 1 Pro ในการถ่ายภาพนิ่ง เพราะสามารถใช้เลนส์แบบปกติและไม่ถูกจำกัดอยู่กับมุมกว้าง แต่ประสิทธิภาพการถ่ายภาพยังไม่เหมาะกับการเป็นกล้องสำรองสำหรับช่างภาพ กล้องใช้เวลาหลายวินาทีในการบันทึกภาพความละเอียด 50 ล้านพิกเซล ทำให้ไม่สามารถถ่ายภาพต่อเนื่องของวัตถุที่กำลังเคลื่อนไหวได้อย่างมั่นใจ ผู้ใช้ต้องพึ่งโหมดถ่ายภาพต่อเนื่อง ซึ่งไม่ใช่วิธีที่สะดวกสำหรับการถ่ายภาพทั่วไป
อุปกรณ์เสริมและการควบคุมกล้อง
GoPro ส่ง Media Mod มาให้ใช้งานร่วมกับกล้อง อุปกรณ์นี้เพิ่มไมโครโฟนขนาดใหญ่พร้อมตัวกรองเสียงลม ช่องต่อไมโครโฟน 3.5 มิลลิเมตรที่รองรับการบันทึกแบบ 32-bit float ช่องหูฟังสำหรับมอนิเตอร์เสียง พอร์ต micro-HDMI และช่อง cold shoe สำหรับติดตั้งอุปกรณ์เสริมสองตำแหน่ง อุปกรณ์เหล่านี้มีประโยชน์สำหรับผู้สร้างวิดีโอที่ต้องการต่อไมโครโฟนหรือส่งสัญญาณภาพออกไปยังจอภายนอก
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ยังขาดไปอย่างชัดเจนคือปุ่มควบคุมจริง แม้กล้องจะมีเมนูสำหรับปรับไวต์บาลานซ์ ISO และความเร็วชัตเตอร์ แต่การตั้งค่าทั้งหมดผ่านหน้าจอสัมผัสทำได้ช้าและไม่สะดวก โดยเฉพาะระหว่างถ่ายงานที่ต้องเปลี่ยนค่าทันที ความเร็วชัตเตอร์ยังมีตัวเลือกจำกัดเพียง 1/120, 1/240 และ 1/360 ทำให้ผู้ใช้ระดับมืออาชีพมีอิสระในการควบคุมภาพน้อยกว่ากล้องวิดีโอทั่วไป
การเชื่อมต่อไมโครโฟนไร้สายของ GoPro เองก็ไม่ได้ราบรื่นอย่างที่คาดหวัง ผู้ใช้สามารถเชื่อมต่อไมโครโฟนแต่ละตัวผ่าน Bluetooth แต่การทำงานร่วมกับระบบกล้องไม่ได้สะดวกเท่าการใช้ DJI Mic กับกล้อง DJI การมีอุปกรณ์เสริมจำนวนมากจึงไม่ได้ทำให้กล้องกลายเป็นชุดถ่ายทำมืออาชีพโดยอัตโนมัติ
แบตเตอรี่และความคุ้มค่า
หลังจากมีปัญหาแบตเตอรี่ลดเร็วในช่วงทดสอบรุ่นเบตา ซอฟต์แวร์เวอร์ชันเต็มสามารถแก้ไขสถานการณ์ได้ อายุการใช้งานอยู่ที่เกือบสามชั่วโมงเมื่อถ่ายวิดีโอ 4K และสลับระหว่าง 30 กับ 60 เฟรมต่อวินาที ผู้ใช้ที่ต้องถ่ายงานนานสามารถซื้อแท่นชาร์จและแบตเตอรี่สำรองเพิ่มเติมได้ แต่เมื่อรวมราคากล้อง เลนส์ อุปกรณ์เสริม และแบตเตอรี่แล้ว ค่าใช้จ่ายอาจสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
จุดที่น่ากังวลคือกล้องนี้ไม่ตอบโจทย์กลุ่มผู้ใช้ใดได้อย่างชัดเจน ผู้ใช้ GoPro ทั่วไปอาจไม่ต้องการระบบเปลี่ยนเลนส์และอาจไม่ชอบการตั้งค่าแบบแมนนวล ขณะที่ผู้ใช้ระดับมืออาชีพย่อมต้องการออโต้โฟกัส ปุ่มควบคุมจริง ระบบกันสั่นที่ดีกว่า และการรองรับเลนส์ที่กว้างขึ้น หากต้องการกล้องสำหรับติดตั้งบนขาตั้งเพื่อถ่ายฉากคงที่ กล้องรุ่นนี้อาจมีประโยชน์ แต่กลุ่มลูกค้าในลักษณะดังกล่าวมีจำนวนไม่มากนัก
สรุปรีวิว GoPro Mission 1 ILS
รีวิว GoPro Mission 1 ILS สรุปได้ว่ากล้องมีแนวคิดน่าสนใจ แต่การนำไปใช้งานจริงเต็มไปด้วยข้อจำกัด คุณภาพวิดีโอ 8K สี 10-bit เซนเซอร์ขนาด 1 นิ้ว และการเปลี่ยนเลนส์ได้เป็นจุดขายที่น่าสนใจ ทว่าไม่มีออโต้โฟกัส ไม่กันน้ำ ไม่มีไทม์แลปส์ ระบบกันสั่นไม่โดดเด่น และการควบคุมผ่านหน้าจอสัมผัสเพียงอย่างเดียว ทำให้กล้องไม่เหมาะทั้งกับผู้ใช้ GoPro ทั่วไปและมืออาชีพที่ต้องการความคล่องตัว
หากคุณต้องการกล้องแอ็กชันที่ใช้งานง่าย ทนทาน และพร้อมถ่ายทันที Mission 1 Pro ยังเป็นตัวเลือกที่สมเหตุสมผลกว่า ส่วนผู้ที่ต้องการกล้องวล็อกกิงควรมองหา DJI Osmo Pocket หรือกล้องกิมบอลรุ่นอื่น ข้อคิดเห็นของเราคือ GoPro ควรกลับมาให้ความสำคัญกับประสบการณ์ใช้งานที่เรียบง่ายและไว้ใจได้ ก่อนพยายามเพิ่มความเป็นมืออาชีพที่ยังไม่สมบูรณ์ หากกำลังตัดสินใจซื้อ แนะนำให้ทดลองเลนส์ที่มีอยู่ก่อน และพิจารณา Mission 1 Pro แทนเพื่อความคุ้มค่าที่มากกว่า
ที่มา – GoPro Mission 1 ILS Review: A Bad GoPro and a Worse Camera
