รมว.อว. ชู 7 นวัตกรรมคนไทยสู้ภัยน้ำท่วม เตือน-กู้-ฟื้นฟู หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

ปัญหาน้ำท่วมไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะในวันที่มวลน้ำเข้าพื้นที่ แต่ยังส่งผลต่อชีวิต ความปลอดภัย สุขภาพ บ้านเรือน โรงเรียน และภาคการเกษตรในระยะยาว ข่าวดีคือประเทศไทยกำลังนำงานวิจัยและเทคโนโลยีจากสถาบันอุดมศึกษามาใช้รับมือภัยพิบัติจริง โดยแนวคิดสำคัญคือการทำงานให้ครบตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังน้ำลด

แนวทางนี้สอดคล้องกับข่าว รมว.อว. ชู 7 นวัตกรรมคนไทยสู้ภัยน้ำท่วม เตือน-กู้-ฟื้นฟู หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่านวัตกรรมไทยไม่ได้อยู่แค่ในห้องทดลองอีกต่อไป แต่กำลังถูกนำไปช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่จริง พร้อมตั้งเป้าขยายการดูแลให้ครอบคลุมประมาณ 23,000-25,000 ครัวเรือนทั่วประเทศ

รมว.อว. ชู 7 นวัตกรรมคนไทยสู้ภัยน้ำท่วม เตือน-กู้-ฟื้นฟู หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ นำผลงานวิจัย 7 รายการลงพื้นที่เพื่อรับมือสถานการณ์น้ำท่วม จุดเด่นของโครงการคือการเชื่อมโยงเทคโนโลยีหลายด้านเข้าด้วยกัน ตั้งแต่ระบบเตือนภัย การกู้ภัยทางอากาศ อุปกรณ์ช่วยชีวิต การดูแลสัตว์เลี้ยง ไปจนถึงการฟื้นฟูบ้าน โรงเรียน และพื้นที่เกษตร

ระยะที่ 1 เตือนภัยก่อนน้ำมา ด้วยข้อมูลแบบเรียลไทม์

การเตรียมพร้อมที่ดีช่วยลดความสูญเสียได้มาก ระบบ Flood Boy และ Flood Eye จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวงและมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ใช้เซนเซอร์พลังงานแสงอาทิตย์ตรวจวัดระดับน้ำแบบเรียลไทม์ จากนั้นนำข้อมูลมาวิเคราะห์ความเสี่ยงในระดับหมู่บ้านและส่งการแจ้งเตือนไปยังแอปพลิเคชัน LINE ของผู้นำชุมชนหรือผู้ใหญ่บ้านโดยตรง

จุดเด่นของระบบนี้คือช่วยให้ชุมชนได้รับข้อมูลเร็วขึ้น ไม่ต้องรอการสื่อสารแบบเดิมเพียงช่องทางเดียว เมื่อผู้รับผิดชอบในพื้นที่รู้สถานการณ์ก่อน ก็สามารถวางแผนอพยพ เตรียมเรือ จัดพื้นที่ปลอดภัย และแจ้งเตือนกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และเด็กเล็กได้ทันเวลา

ระยะที่ 2 กู้ภัยอย่างรวดเร็ว ไม่ทิ้งคนและสัตว์เลี้ยงไว้ข้างหลัง

เมื่อเกิดน้ำท่วมฉับพลันหรือถนนถูกตัดขาด การเข้าถึงผู้ประสบภัยเป็นเรื่องท้าทาย ฝูงโดรนกู้ภัยจากสมาคมกีฬาเครื่องบินจำลองและวิทยุบังคับจึงเข้ามามีบทบาทสำคัญ โดรนสามารถทำงานประสานกันเป็นคู่ โดยลำหนึ่งติดตั้งกล้องจับความร้อนเพื่อค้นหาผู้ประสบภัยได้ตลอด 24 ชั่วโมง ส่วนอีกลำใช้ลำเลียงอาหาร ยา และน้ำดื่มเข้าสู่พื้นที่ที่รถกู้ภัยเข้าไม่ถึง โดยรองรับน้ำหนักได้สูงสุด 50 กิโลกรัม

นอกจากโดรนแล้ว ยังมีชุดออกซิเจนกระป๋องพกพาฉุกเฉินจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี อุปกรณ์นี้มีน้ำหนักเบาและเหมาะสำหรับสถานการณ์ที่ไฟฟ้าถูกตัด รถพยาบาลเดินทางไม่ได้ หรือผู้ป่วยโรคหอบหืดและโรคหัวใจต้องการความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างเร่งด่วน เทคโนโลยีลักษณะนี้อาจช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุฉุกเฉินระหว่างรอทีมแพทย์เข้าพื้นที่

อีกหนึ่งประเด็นที่หลายคนให้ความสนใจคือการดูแลสัตว์เลี้ยง ชุดยังชีพ Gatti Bag และ Gatti Box จากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒและจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกแบบให้มีน้ำหนักประมาณ 3-4 กิโลกรัม ภายในประกอบด้วยอาหาร น้ำดื่ม ทรายแมวรักษ์โลก และคอกพับได้ สามารถช่วยดูแลสัตว์เลี้ยงในศูนย์อพยพได้นานถึง 7 วัน ถือเป็นแนวคิดที่ตอบโจทย์ครอบครัวสมัยใหม่ ซึ่งมองว่าสัตว์เลี้ยงเป็นสมาชิกสำคัญของบ้าน

ระยะที่ 3 ฟื้นฟูหลังน้ำลด ให้ชุมชนกลับมาใช้ชีวิตได้เร็ว

หลังน้ำลด ภารกิจไม่ได้จบลงทันที เพราะคราบสกปรก เชื้อรา เฟอร์นิเจอร์เสียหาย และดินที่ปนเปื้อน ล้วนส่งผลต่อสุขภาพและรายได้ของประชาชน นวัตกรรมเฟอร์นิเจอร์โรงเรียนจากพลาสติกรีไซเคิลของมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ จึงถูกออกแบบให้ทนต่อน้ำท่วม ไม่บวมและไม่ขึ้นรา โต๊ะ เก้าอี้ และเครื่องเล่นสนามสามารถฉีดล้างแล้วนำกลับมาใช้ได้อีกครั้ง โดยมีแผนนำร่องช่วยเหลือโรงเรียนในกรุงเทพมหานคร 3-5 แห่ง และดูแลนักเรียนกับบุคลากรได้กว่า 2,000-3,500 คน

สำหรับบ้านเรือนที่มีปัญหาเชื้อราหลังน้ำลด มีสเปรย์คอปเปอร์นาโน AGENT 29 จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ใช้ฉีดพ่นเพื่อยับยั้งและป้องกันเชื้อราบนพื้นผิวหลายประเภท เช่น ไม้ ผนัง พรม และเบาะรถยนต์ นวัตกรรมนี้ช่วยให้ประชาชนทำความสะอาดพื้นที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น พร้อมลดความเสี่ยงด้านสุขอนามัยที่มักตามมาหลังน้ำท่วม

ภาคเกษตรก็ได้รับความสำคัญเช่นกัน จุลินทรีย์ฟื้นฟูดิน Clear Soil จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ช่วยสลายสารตกค้างและโลหะหนักในดิน เพื่อให้พื้นที่เกษตรกลับมาเพาะปลูกได้เร็วขึ้น โดยตั้งเป้าช่วยเหลือประมาณ 2,000 ครัวเรือนในจังหวัดเชียงราย เชียงใหม่ และสงขลา แนวทางนี้มีความหมายต่อเกษตรกรอย่างมาก เพราะช่วยลดระยะเวลาที่ต้องหยุดผลิตและเพิ่มโอกาสให้ครอบครัวกลับมามีรายได้เร็วกว่าเดิม

เทคโนโลยีจะช่วยได้มากขึ้น เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือกัน

สิ่งที่น่าสนใจจาก รมว.อว. ชู 7 นวัตกรรมคนไทยสู้ภัยน้ำท่วม เตือน-กู้-ฟื้นฟู หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อน คือการนำองค์ความรู้จากหลายมหาวิทยาลัยมาทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ นักวิจัย ชุมชน และภาคเอกชน การนำผลงานไปใช้จริงยังช่วยให้ทีมพัฒนามองเห็นข้อจำกัดหน้างาน เช่น ความเหมาะสมของอุปกรณ์ การขนส่ง การดูแลรักษา และการใช้งานของประชาชนในสถานการณ์จริง

ในระยะต่อไป การถ่ายทอดเทคโนโลยีผ่านระบบ Licensing อาจเป็นกุญแจสำคัญที่ช่วยเพิ่มกำลังการผลิตและทำให้นวัตกรรมเข้าถึงพื้นที่ต่าง ๆ ได้รวดเร็วขึ้น ประชาชนหรือหน่วยงานที่สนใจสามารถติดต่อสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เพื่อขอข้อมูลและประสานการนำผลงานไปใช้งานได้

โดยสรุป นวัตกรรมรับมือน้ำท่วมจะมีประสิทธิภาพสูงสุดเมื่อใช้ควบคู่กับการวางแผนของชุมชนและการสื่อสารที่เข้าใจง่าย ทุกคนควรติดตามประกาศเตือนภัย เตรียมกระเป๋าฉุกเฉิน วางแผนเส้นทางอพยพ และดูแลสมาชิกในครอบครัวรวมถึงสัตว์เลี้ยง การผลักดันให้ผลงานวิจัยไทยลงสู่พื้นที่จริงอย่างต่อเนื่อง จึงเป็นแนวโน้มสำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยรับมือภัยพิบัติได้เร็ว แม่นยำ และครอบคลุมยิ่งขึ้น

ที่มา – รมว.อว. ชู 7 นวัตกรรมคนไทยสู้ภัยน้ำท่วม เตือน-กู้-ฟื้นฟู หวังช่วยบรรเทาความเดือดร้อน

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *