ภัยภูมิอากาศใดในสหรัฐฯ ที่ถูกประเมินต่ำเกินไปที่สุด?

เมื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย ความเสี่ยงจากสภาพอากาศสุดขั้วก็เพิ่มขึ้นตามไปด้วย สหรัฐอเมริกากำลังเผชิญคลื่นความร้อน ไฟป่า พายุ น้ำท่วมฉับพลัน และภัยแล้งที่รุนแรงขึ้น หลายเหตุการณ์สร้างความเสียหายต่อชีวิต สุขภาพ เศรษฐกิจ บ้านเรือน และโครงสร้างพื้นฐานเป็นมูลค่ามหาศาล แต่คำถามสำคัญคือ ภัยภูมิอากาศใดในสหรัฐฯ ที่ถูกประเมินต่ำเกินไปที่สุด?

คำตอบจากผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิอากาศไม่ได้ชี้ไปที่ภัยเพียงประเภทเดียว เพราะภัยที่น่ากังวลที่สุดอาจเป็นภัยที่เกิดขึ้นพร้อมกันหรือเกิดซ้ำต่อเนื่องกันจนชุมชนไม่มีเวลาฟื้นตัว แนวคิดนี้เรียกว่า “ภัยพิบัติซ้อน” หรือ compound hazards ตัวอย่างเช่น พายุเฮอริเคนทำให้ไฟฟ้าดับ ตามมาด้วยคลื่นความร้อนรุนแรง หรือไฟป่าที่ทำลายพื้นที่ป่าและทิ้งควันพิษปกคลุมเมืองเป็นเวลาหลายสัปดาห์

ภัยภูมิอากาศใดในสหรัฐฯ ที่ถูกประเมินต่ำเกินไปที่สุด?

ภัยที่ถูกมองข้ามอย่างมากคือ ภัยพิบัติซ้อน ซึ่งเกิดจากเหตุการณ์สภาพอากาศหลายรูปแบบในเวลาเดียวกันหรือเกิดติด ๆ กัน แม้แต่ละเหตุการณ์จะมีแผนรับมืออยู่แล้ว แต่ระบบเตือนภัย หน่วยกู้ภัย โรงพยาบาล และโครงสร้างพื้นฐานอาจไม่สามารถรองรับเหตุการณ์หลายประเภทพร้อมกันได้

ลองนึกภาพชุมชนชายฝั่งที่เพิ่งเผชิญพายุรุนแรง พายุทำให้เกิดคลื่นพายุซัดฝั่ง ฝนตกหนัก ลมแรง และน้ำท่วม บ้านเรือนเสียหาย ถนนถูกตัดขาด และไฟฟ้าดับ หากเกิดคลื่นความร้อนตามมาในอีกไม่กี่วัน ผู้คนจะไม่สามารถใช้เครื่องปรับอากาศหรือพัดลมได้ ผู้ป่วย ผู้สูงอายุ เด็กเล็ก และผู้มีโรคประจำตัวจึงมีความเสี่ยงสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ภัยภูมิอากาศใดในสหรัฐฯ ที่ถูกประเมินต่ำเกินไปที่สุด และทำไม?

เหตุผลสำคัญคือผู้คนมักประเมินความเสี่ยงจากประสบการณ์ในอดีต หากพื้นที่ใดไม่เคยเจอคลื่นความร้อนรุนแรง ชาวบ้านอาจไม่ตระหนักว่าความร้อนสามารถคร่าชีวิตได้ แม้ในความเป็นจริง คลื่นความร้อนเป็นหนึ่งในภัยธรรมชาติที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากที่สุด ทั้งยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพแบบค่อยเป็นค่อยไปจนไม่ถูกนับรวมอย่างชัดเจน

พื้นที่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของสหรัฐฯ เคยเผชิญคลื่นความร้อนรุนแรงที่ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากและกระทบต่อสัตว์ทะเลหลายล้านตัว ขณะที่รัฐอย่างฟลอริดา แอริโซนา และลุยเซียนาต้องรับมือกับความร้อนเรื้อรังเป็นประจำ ผู้คนอาจคุ้นชินกับอากาศร้อนจนไม่เห็นว่าเป็นภาวะฉุกเฉิน แต่การสัมผัสความร้อนเป็นเวลานานสามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหัวใจ โรคทางเดินหายใจ ภาวะขาดน้ำ และปัญหาสุขภาพจิตได้

ไฟป่าก็เป็นอีกภัยที่ถูกประเมินต่ำเกินไป ไฟป่าไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะบริเวณที่เกิดไฟเท่านั้น ควันไฟสามารถเดินทางข้ามรัฐและส่งผลต่อผู้คนที่อยู่ห่างจากจุดเกิดเหตุนับร้อยหรือหลายพันกิโลเมตร นอกจากนี้ พื้นที่ที่ถูกไฟไหม้ยังเสี่ยงต่อการกัดเซาะ ดินถล่ม และน้ำท่วมเป็นเวลาหลายปีหลังเหตุการณ์สิ้นสุดลง

ความเสี่ยงที่เกิดจากภัยพิบัติซ้อน

พายุเฮอริเคนเป็นตัวอย่างชัดเจนของภัยพิบัติซ้อน เพราะพายุหนึ่งลูกสามารถนำอันตรายหลายรูปแบบมาพร้อมกัน ได้แก่ ลมแรง ฝนตกหนัก น้ำท่วม และคลื่นพายุซัดฝั่ง เมื่ออุณหภูมิโลกสูงขึ้น อากาศสามารถกักเก็บไอน้ำได้มากขึ้น พายุจึงมีแนวโน้มสร้างฝนที่หนักกว่าเดิม ขณะเดียวกัน ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นก็ทำให้พื้นที่ชายฝั่งรับมือกับคลื่นพายุได้ยากขึ้น

แนวป้องกันอย่างชายหาด เนินทราย เขื่อน และระบบระบายน้ำอาจช่วยลดความเสียหายจากพายุครั้งแรกได้ แต่สิ่งเหล่านี้อาจถูกกัดเซาะหรือเสียหายจนไม่พร้อมรับพายุลูกต่อไป หากชุมชนยังไม่ทันซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐาน ความเสียหายจากเหตุการณ์ครั้งที่สองอาจรุนแรงและมีค่าใช้จ่ายสูงกว่ามาก

  • ความร้อนและไฟฟ้าดับ: ผู้คนไม่สามารถทำความเย็นหรือเข้าถึงอุปกรณ์ทางการแพทย์ได้
  • พายุและน้ำท่วม: ถนน โรงพยาบาล และระบบสื่อสารอาจใช้งานไม่ได้พร้อมกัน
  • ไฟป่าและควันพิษ: ผู้ป่วยโรคปอดและโรคหัวใจมีความเสี่ยงแม้อยู่ไกลจากพื้นที่ไฟไหม้
  • ภัยแล้งและไฟป่า: พื้นที่แห้งแล้งทำให้เชื้อเพลิงสะสมและไฟลุกลามได้เร็วขึ้น

อีกความเสี่ยงที่น่ากังวลคือการล่มของโครงข่ายไฟฟ้าในช่วงคลื่นความร้อน เมื่อผู้คนเปิดเครื่องปรับอากาศพร้อมกัน ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะพุ่งสูง ขณะเดียวกัน ศูนย์ข้อมูลและโครงสร้างดิจิทัลในเมืองก็ใช้พลังงานมากขึ้น หากระบบไฟฟ้ารับภาระไม่ไหว ประชาชนจำนวนมากอาจไม่มีไฟฟ้าในช่วงเวลาที่ร่างกายต้องการการระบายความร้อนมากที่สุด สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้จำนวนผู้เสียชีวิตสูงกว่าที่คาดคิด

ใครคือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบมากที่สุด

ผลกระทบจากภัยภูมิอากาศไม่ได้กระจายเท่าเทียมกัน ครอบครัวรายได้น้อย ชุมชนคนผิวสี ชุมชนชนพื้นเมือง ผู้สูงอายุ เด็ก ผู้พิการ และผู้ที่อาศัยอยู่ในบ้านที่ไม่มีระบบปรับอากาศมักมีทางเลือกในการป้องกันตัวน้อยกว่า หลายพื้นที่ยังขาดสถานีตรวจวัด ระบบเตือนภัย และงบประมาณสำหรับฟื้นฟูหลังภัยพิบัติ

ปัญหาอีกประการคือข้อมูลความเสียหายอาจไม่ครอบคลุมกลุ่มเปราะบาง เมื่อไม่มีข้อมูลที่ดี นักวิจัยและหน่วยงานรัฐก็ประเมินความเสี่ยงได้ไม่แม่นยำ แบบจำลองอนาคตจะมีคุณภาพเท่ากับข้อมูลที่ใช้สร้างแบบจำลอง ดังนั้น ชุมชนที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดอาจกลับเป็นชุมชนที่ได้รับการเตรียมพร้อมน้อยที่สุด

ทางออกสำหรับการรับมือภัยภูมิอากาศ

การรับมือจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการเตรียมตัวต่อภัยประเภทเดียว ไปสู่การวางแผนสำหรับเหตุการณ์หลายรูปแบบ หน่วยงานท้องถิ่นควรประเมินว่าโรงพยาบาล ระบบไฟฟ้า น้ำประปา ถนน และศูนย์พักพิงจะทำงานได้หรือไม่ หากเกิดภัยพิบัติหลายครั้งติดต่อกัน นอกจากนี้ ควรพัฒนาระบบเตือนภัยที่เข้าถึงคนทุกกลุ่ม ใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย และมีช่องทางสื่อสารสำรองเมื่อไฟฟ้าหรืออินเทอร์เน็ตขัดข้อง

การลงทุนในพลังงานสะอาดก็มีความสำคัญ เพราะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและลดความเสี่ยงในระยะยาว เมืองต่าง ๆ สามารถเพิ่มพื้นที่สีเขียว ปลูกต้นไม้ ปรับปรุงอาคารให้ประหยัดพลังงาน และจัดตั้งศูนย์คลายร้อนสำหรับประชาชน ขณะเดียวกัน รัฐบาลควรสนับสนุนการฟื้นฟูชายฝั่ง การจัดการป่าอย่างเหมาะสม และการออกแบบโครงสร้างพื้นฐานให้รองรับสภาพอากาศในอนาคต ไม่ใช่ยึดตามสถิติในอดีตเพียงอย่างเดียว

ท้ายที่สุด การถกเถียงว่าภัยชนิดใดร้ายแรงที่สุดอาจไม่สำคัญเท่าการยอมรับว่าทุกภัยกำลังเชื่อมโยงกันมากขึ้น ภัยภูมิอากาศใดในสหรัฐฯ ที่ถูกประเมินต่ำเกินไปที่สุด? คำตอบคือภัยที่เกิดซ้อนกันและส่งผลต่อผู้คนในช่วงที่ชุมชนยังฟื้นตัวไม่เสร็จ หากเราลงทุนในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พัฒนาระบบเตือนภัย และช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางตั้งแต่วันนี้ เราจะลดความสูญเสียและสร้างสังคมที่พร้อมรับมืออนาคตได้มากขึ้น

ที่มา – Which Is the Most Underestimated Climate Threat in the US?

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *