ผู้ว่าฯ ธปท.เผยทุนเทาไทย 13% ของ GDP ทางรอดเศรษฐกิจ

ทุนเทาไทย 13% ของ GDP กลายเป็นประเด็นร้อนที่คนติดตามเศรษฐกิจต้องจับตา หลังผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยข้อมูลว่า เศรษฐกิจนอกระบบของไทยมีขนาดใหญ่ถึง 48% ของ GDP และในจำนวนนี้อาจมีเงินเทาประมาณ 13% ของ GDP ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนทั้งความท้าทายและโอกาสสำคัญของประเทศ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจไทยเติบโตได้ไม่เต็มศักยภาพ

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย กล่าวปาฐกถาพิเศษในหัวข้อ “The Future of Thai Finance: Trust, Transparency & Growth” บนเวที THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดยชี้ว่า ปัญหาเศรษฐกิจไทยไม่ได้เกิดจากปัจจัยระยะสั้นเพียงอย่างเดียว แต่เกี่ยวข้องกับปัญหาเชิงโครงสร้างหลายด้าน ทั้งคอร์รัปชัน เงินเทา ความสามารถในการแข่งขัน การศึกษา สังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือน ความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และปัญหาน้ำท่วม

ทุนเทาไทย 13% ของ GDP สะท้อนอะไรต่อเศรษฐกิจ

ข้อมูลการประเมินจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องระบุว่า เศรษฐกิจนอกระบบไทยมีขนาดประมาณ 48% ของ GDP โดยราว 35% เป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่อยู่นอกระบบการจดทะเบียนหรือการจัดเก็บข้อมูลอย่างเป็นทางการ ขณะที่อีกส่วนหนึ่งถูกประเมินว่าเป็นเงินเทา หรือเงินที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมผิดกฎหมาย การหลอกลวง และการทุจริต คิดเป็นประมาณ 13% ของ GDP

ตัวเลข ทุนเทาไทย 13% ของ GDP ถือว่าสูงเมื่อเปรียบเทียบกับภาพรวมของโลก ซึ่งกองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือ IMF เคยประเมินว่า เงินผิดกฎหมายและเงินจากการหลอกลวงมีสัดส่วนประมาณ 2% ของเงินทั้งระบบโลก อย่างไรก็ตาม การประเมินเงินเทาเป็นเรื่องซับซ้อน เนื่องจากเงินเหล่านี้มักถูกโยกย้ายผ่านหลายบัญชี หลายธุรกิจ หรือแปลงสภาพเป็นทรัพย์สินเพื่อซ่อนแหล่งที่มา

เศรษฐกิจนอกระบบไม่ได้มีแต่ด้านลบ

หนึ่งประเด็นที่น่าสนใจคือ เศรษฐกิจนอกระบบไม่ได้หมายความว่าเป็นกิจกรรมผิดกฎหมายทั้งหมด พ่อค้าแม่ค้า ผู้ประกอบการรายย่อย ร้านค้าออนไลน์ หรือธุรกิจครอบครัวจำนวนมากอาจไม่ได้จดทะเบียนหรือไม่ได้อยู่ในระบบภาษีอย่างครบถ้วน แต่ยังสร้างรายได้และการจ้างงานให้กับคนในชุมชน

ปัญหาคือ เมื่อธุรกิจเหล่านี้อยู่นอกระบบ พวกเขามักเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก ต้องพึ่งพาเงินกู้นอกระบบ และมีต้นทุนทางการเงินสูงกว่าธุรกิจที่มีเอกสารครบถ้วน หากสามารถพาธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าสู่ระบบได้ ก็จะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึงแหล่งทุนที่เหมาะสม มีโอกาสขยายกิจการ และสร้างงานได้มากขึ้น

ในมุมนี้ การดึงธุรกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบไม่ควรหมายถึงการเพิ่มภาระให้ผู้ประกอบการเพียงด้านเดียว แต่ควรมีมาตรการสนับสนุนที่ชัดเจน เช่น ระบบจดทะเบียนที่ง่ายขึ้น การใช้ข้อมูลดิจิทัลเพื่อประเมินเครดิต การให้ความรู้ด้านบัญชีและภาษี รวมถึงสินเชื่อที่ออกแบบให้เหมาะกับรายได้จริงของธุรกิจรายย่อย

ธปท.เดินหน้าสกัดเส้นทางเงินผิดกฎหมาย

ธนาคารแห่งประเทศไทยให้ความสำคัญกับเส้นทางการเงิน เพราะเงินเทา เงินจากการหลอกลวง และเงินคอร์รัปชันในท้ายที่สุดมักต้องผ่านระบบสถาบันการเงิน การควบคุมธุรกรรมที่มีความเสี่ยงจึงเป็นเครื่องมือสำคัญในการลดโอกาสที่เงินผิดกฎหมายจะถูกนำไปใช้ต่อ

มาตรการที่ถูกพูดถึง ได้แก่ การกำกับดูแลธุรกรรมเงินสดตั้งแต่ 5 ล้านบาทขึ้นไป และการกำหนดให้ร้านทองรายงานข้อมูลเมื่อมีการถอนทองคำจริง หรือ Physical Gold แนวทางเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบเส้นทางเงินได้ดีขึ้น และลดการใช้สินทรัพย์หรือเงินสดเป็นช่องทางซ่อนแหล่งที่มา

การยกระดับระบบตรวจสอบจำเป็นต้องเดินควบคู่กับการคุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงินด้วย เพราะประชาชนทั่วไปไม่ควรถูกทำให้เข้าถึงเงินหรือทำธุรกรรมได้ยากเกินไป จุดสมดุลที่สำคัญคือการใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อแยกแยะธุรกรรมที่มีความเสี่ยงจริงออกจากธุรกรรมปกติ

ทำไมการลดดอกเบี้ยอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ

ผู้ว่าฯ ธปท. ระบุว่า การผลักดันเศรษฐกิจไทยให้เติบโตในระยะยาวไม่สามารถพึ่งพาการลดดอกเบี้ยนโยบายเพียงอย่างเดียว แม้ดอกเบี้ยต่ำอาจช่วยลดภาระของผู้กู้และกระตุ้นการใช้จ่ายในระยะสั้น แต่หากเงินทุนยังไหลไปสู่กิจกรรมที่ไม่มีผลิตภาพ หรือมีการรั่วไหลผ่านการทุจริต ผลลัพธ์ต่อเศรษฐกิจโดยรวมก็อาจไม่มากเท่าที่ควร

หัวใจสำคัญจึงอยู่ที่การจัดสรรทรัพยากรให้ถูกที่ ธุรกิจที่มีศักยภาพควรได้รับเงินทุนในต้นทุนที่เหมาะสม ขณะที่เงินจากกิจกรรมผิดกฎหมายต้องถูกตรวจจับและสกัดกั้นให้เร็วขึ้น หากทำได้อย่างเป็นระบบ จะช่วยเพิ่มผลิตภาพ ยกระดับการแข่งขัน และทำให้ GDP เติบโตจากพื้นฐานที่แข็งแรงกว่าเดิม

สำหรับคนทั่วไป เรื่อง ทุนเทาไทย 13% ของ GDP อาจดูเป็นประเด็นไกลตัว แต่จริง ๆ แล้วเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน ตั้งแต่ความปลอดภัยในการโอนเงิน การหลอกลวงออนไลน์ ราคาสินทรัพย์ ไปจนถึงโอกาสที่ธุรกิจขนาดเล็กจะเข้าถึงสินเชื่ออย่างเป็นธรรม การสร้างระบบการเงินที่โปร่งใสจึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน ทั้งภาครัฐ ธนาคาร ผู้ประกอบการ และประชาชน

มุมมองส่งท้าย: ทางออกของเศรษฐกิจไทยไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินหรือเร่งลดดอกเบี้ย แต่คือการปิดช่องโหว่ของระบบ พร้อมเปิดประตูให้ธุรกิจนอกระบบที่มีศักยภาพเข้ามาเติบโตอย่างถูกต้อง หากประเทศไทยทำให้เงินไหลไปสู่ธุรกิจที่สร้างคุณค่าได้จริง การเปลี่ยนทุนเทาให้เป็นทุนที่โปร่งใสก็อาจกลายเป็นแรงส่งสำคัญของเศรษฐกิจในอนาคต ดังนั้น การติดตามมาตรการทางการเงินและสนับสนุนธุรกิจที่ดำเนินงานอย่างโปร่งใสจึงเป็นสิ่งที่ทุกคนเริ่มทำได้ตั้งแต่วันนี้

ที่มา – ผู้ว่าฯ ธปท.เผยขนาด ‘ทุนเทา’ ในไทยคิดเป็นราว 13% ของ GDP ย้ำ ‘ดึงนอกระบบ เข้าสู่ระบบ’ ทางรอดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *