ผบ.ทอ. แถลงเจตนารมณ์ปี 2570-2571 มุ่งสู่กองทัพอากาศที่แข็งแกร่ง เดินหน้าจัดหาเครื่องบินขับไล่ทดแทนและ UCAV
กองทัพอากาศเดินหน้าประกาศทิศทางสำคัญสำหรับปี 2570-2571 โดย พลอากาศเอก เสกสรร คันธา ผู้บัญชาการทหารอากาศ เป็นประธานการแถลงเจตนารมณ์ผู้บัญชาการทหารอากาศ ณ ห้องประชุมเฉลิมอากาศ โรงเรียนนายเรืออากาศนวมินทกษัตริยาธิราช จังหวัดสระบุรี เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2569 งานครั้งนี้มีทั้งนายทหารชั้นผู้ใหญ่ สมาคมคู่สมรสทหารอากาศ ข้าราชการ นักเรียนทหาร และสื่อมวลชนเข้าร่วมรับฟัง พร้อมถ่ายทอดผ่านระบบ Video Tele Conference และช่องทางออนไลน์ไปยังโรงเรียนการบินและกองบินทั่วประเทศ
สาระสำคัญของการแถลงครั้งนี้คือการสื่อสารทิศทางการพัฒนากองทัพอากาศให้ชัดเจนและต่อเนื่องจากปี 2569 ภายใต้วิสัยทัศน์ “เสริมสร้างกำลังทางอากาศไปสู่กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพ” หรือ Strengthening Air Power towards Unbeatable Air Force เป้าหมายไม่ได้มองเฉพาะการจัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ใหม่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมการพัฒนาคน เทคโนโลยี ระบบข้อมูล และความพร้อมในการรับมือกับสถานการณ์รูปแบบใหม่
ผบ.ทอ. แถลงเจตนารมณ์ปี 2570-2571 มุ่งสู่กองทัพอากาศที่แข็งแกร่ง
แนวคิดกองทัพอากาศที่แข็งแกร่งสะท้อนการเตรียมความพร้อมในหลายมิติ ทั้งการปกป้องอธิปไตยในห้วงอากาศและอวกาศ การดูแลผลประโยชน์แห่งชาติ รวมถึงการช่วยเหลือประชาชนเมื่อเกิดภัยพิบัติ สิ่งที่น่าสนใจคือแผนงานในช่วงต่อไปให้ความสำคัญกับ “คุณภาพ” มากกว่าการเพิ่มจำนวนเพียงอย่างเดียว ไม่ว่าจะเป็นคุณภาพของกำลังพล ความแม่นยำของระบบตรวจจับ ความรวดเร็วในการตัดสินใจ หรือความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
หนึ่งในโครงการที่ได้รับความสนใจมากที่สุดคือการจัดหาเครื่องบินขับไล่โจมตีทดแทน ระยะที่ 1 และ 2 เนื่องจากเครื่องบินขับไล่ถือเป็นกำลังหลักในการรักษาความมั่นคงทางอากาศ การมีเครื่องบินรุ่นใหม่ที่เหมาะสมจะช่วยยกระดับภารกิจลาดตระเวน คุ้มครองน่านฟ้า และสนับสนุนการปฏิบัติการในสถานการณ์จำเป็น นอกจากนี้ยังมีแผนจัดหาระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธเชิงยุทธศาสตร์ หรือ Strategic UCAV ระยะที่ 1 ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังให้ความสำคัญ
ยกระดับปฏิบัติการทางอากาศด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่
การพัฒนาไม่ได้หยุดอยู่แค่ตัวอากาศยาน แต่ยังรวมถึงอุปกรณ์กระเปาะชี้เป้า หรือ Targeting Pod รวมถึงอาวุธนำวิถีความแม่นยำสูงอย่าง Precision Guided Munition, Super Sonic Stand-Off Weapon และ Long Range Precision Weapon เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยเพิ่มความแม่นยำ ลดความเสี่ยงต่อกำลังพล และทำให้การวางแผนปฏิบัติการมีประสิทธิภาพมากขึ้น
อีกด้านหนึ่งคือการพัฒนาระบบบัญชาการ ควบคุม และป้องกันทางอากาศ ผ่านโครงการ D2C2 รวมถึงการเพิ่มขีดความสามารถด้านการควบคุมและแจ้งเตือนในอากาศ ตลอดจนโครงการป้องกันฐานที่ตั้งทางทหาร หรือ IADS ระยะที่ 1 และ 2 ระบบเหล่านี้มีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงข้อมูลจากเรดาร์ เซนเซอร์ อากาศยาน และหน่วยปฏิบัติการ เพื่อให้ผู้บังคับบัญชามองเห็นภาพรวมและสั่งการได้อย่างทันท่วงที
สำหรับงานตรวจจับ กองทัพอากาศเตรียมพัฒนาขีดความสามารถ ISR แบบ Real Time โดยประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI-Assisted เพื่อช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากอย่างรวดเร็ว รวมถึงการปรับปรุงระบบป้องกันทางอากาศในพื้นที่หาดใหญ่และภูเก็ต อีกทั้งยังมีการพัฒนาการปฏิบัติการในห้วงอวกาศผ่านระบบดาวเทียม ซึ่งสะท้อนว่าการรักษาความมั่นคงในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่บนท้องฟ้าเท่านั้น แต่ครอบคลุมทั้งไซเบอร์ อวกาศ และเครือข่ายข้อมูล
เครื่องบินลำเลียงและภารกิจช่วยเหลือประชาชน
นอกจากภารกิจด้านการป้องกันประเทศแล้ว แผนงานยังครอบคลุมการลำเลียงทางอากาศ โดยเตรียมจัดหาเครื่องบินลำเลียงทางยุทธวิธีอเนกประสงค์ ระยะที่ 1 เครื่องบินรับ-ส่งบุคคลสำคัญทดแทนเครื่องบินลำเลียงแบบที่ 19 รวมถึงเฮลิคอปเตอร์สำหรับภารกิจรับ-ส่งบุคคลสำคัญ การมีอากาศยานที่พร้อมใช้งานจะช่วยสนับสนุนทั้งภารกิจด้านความมั่นคง การเดินทางภายในประเทศ และการตอบสนองต่อเหตุฉุกเฉิน
ในส่วนของการดำรงความพร้อม กองทัพอากาศให้ความสำคัญกับระบบส่งกำลังบำรุงเครื่องบินขับไล่อเนกประสงค์ Gripen 39 C/D หรือ บ.ข.20/ก ระยะที่ 2 รวมถึงการจัดหาเครื่องช่วยฝึกทางยุทธวิธี หรือ Tactical Simulator Center การใช้เครื่องจำลองช่วยให้บุคลากรฝึกฝนขั้นตอนต่าง ๆ ได้อย่างต่อเนื่อง ลดค่าใช้จ่ายในการฝึกจริง และเพิ่มความปลอดภัย ขณะเดียวกันยังมีโครงการวิจัยและพัฒนาระบบอากาศยานไร้คนขับติดอาวุธระดับยุทธวิธี เพื่อสร้างองค์ความรู้และความสามารถภายในประเทศ
ภารกิจที่เกี่ยวข้องกับประชาชนก็ยังเป็นส่วนสำคัญ เช่น โครงการดัดแปลงเครื่องบิน BT-67 เพื่อปฏิบัติภารกิจฝนหลวง การสร้างบ้านพักอาศัยข้าราชการ การสร้างพระสถูปเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ และการพัฒนาพื้นที่สันทนาการสำหรับข้าราชการและครอบครัว แผนงานเหล่านี้สะท้อนว่าความพร้อมของกองทัพไม่ได้วัดจากอาวุธเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงคุณภาพชีวิต ขวัญกำลังใจ และความผูกพันของบุคลากรด้วย
สำหรับคนทั่วไป คำว่า “กองทัพอากาศที่แข็งแกร่ง” อาจฟังดูเป็นเรื่องไกลตัว แต่ในทางปฏิบัติแล้วเกี่ยวข้องกับความปลอดภัยของประเทศ การรับมือภัยพิบัติ การช่วยเหลือประชาชน และการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคโดยตรง การลงทุนด้านเทคโนโลยีจึงควรเดินควบคู่กับความโปร่งใส การพัฒนาบุคลากร และการสื่อสารกับสังคมให้เข้าใจถึงเป้าหมายและประโยชน์ของแต่ละโครงการ
แนวโน้มที่เห็นได้ชัดคือกองทัพอากาศยุคใหม่จะพึ่งพาเครือข่ายข้อมูล ปัญญาประดิษฐ์ ระบบไร้คนขับ ดาวเทียม และการทำงานร่วมกันระหว่างเหล่าทัพมากขึ้น การประกาศเจตนารมณ์ครั้งนี้จึงเป็นทั้งแผนพัฒนาขีดความสามารถและสัญญาณว่าการแข่งขันด้านความมั่นคงกำลังเปลี่ยนจากจำนวนยุทโธปกรณ์ไปสู่ความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลและตัดสินใจอย่างแม่นยำ หากเดินหน้าด้วยความรอบคอบ พร้อมเปิดพื้นที่ให้สังคมติดตามตรวจสอบ กองทัพอากาศที่แข็งแกร่งก็จะสามารถสร้างความเชื่อมั่นให้ประเทศและประชาชนได้อย่างยั่งยืน
สรุป: แผนปี 2570-2571 วางรากฐานให้กองทัพอากาศพัฒนาอย่างครบด้าน ตั้งแต่เครื่องบินขับไล่ทดแทน UCAV ระบบป้องกันทางอากาศ การตรวจจับด้วย AI ไปจนถึงภารกิจช่วยเหลือประชาชน การติดตามความคืบหน้าของโครงการเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่สังคมควรให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง
