ผบ.ทสส. นำถกเหล่าทัพ ยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยคุกคาม สั่งการรับมือภัยพิบัติ

การประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพครั้งที่ 6 ประจำปีงบประมาณ 2569 สะท้อนภาพการปรับตัวครั้งสำคัญของหน่วยงานด้านความมั่นคงไทย โดยมีเทคโนโลยีเข้ามาเป็นหัวใจหลักในการรับมือภัยคุกคามยุคใหม่ ทั้งการป้องกันประเทศ ความปลอดภัยทางไซเบอร์ ภัยพิบัติ และอาชญากรรมชายแดน เนื้อหาสำคัญของการประชุมครั้งนี้จึงไม่ได้เกี่ยวข้องเฉพาะแวดวงทหารเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนในหลายด้าน

หัวข้อ ผบ.ทสส. นำถกเหล่าทัพ ยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยคุกคาม สั่งการรับมือภัยพิบัติ จึงเป็นภาพสะท้อนของการทำงานร่วมกันระหว่างกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ กองทัพอากาศ และสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ภายใต้แนวคิดที่ต้องการให้ทุกหน่วยมีข้อมูลชุดเดียวกัน ตัดสินใจได้เร็วขึ้น และตอบสนองต่อเหตุการณ์ที่ซับซ้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ผบ.ทสส. นำถกเหล่าทัพ ยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยคุกคาม สั่งการรับมือภัยพิบัติ

พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมที่กองบัญชาการกองทัพไทย โดยมีผู้บัญชาการเหล่าทัพและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติเข้าร่วม เพื่อสรุปผลการปฏิบัติงานและกำหนดแนวทางเตรียมพร้อมสำหรับสถานการณ์ในอนาคต การประชุมให้ความสำคัญกับการพัฒนาเทคโนโลยีตามแนวทาง Kingdom – People – Future – Commitment และการขับเคลื่อนแผน RTARF 2050

เทคโนโลยีที่ถูกนำมาเน้นย้ำมีตั้งแต่ปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI ระบบ Cloud อากาศยานไร้คนขับ ตลอดจนการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศภายในไทย จุดเด่นของแนวทางนี้คือการนำข้อมูลจากหลายหน่วยงานมาวิเคราะห์ร่วมกัน เพื่อให้ผู้บังคับบัญชามองเห็นสถานการณ์แบบรอบด้าน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นบนบก ในทะเล ทางอากาศ หรือในโลกไซเบอร์

เชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี เพิ่มความเร็วในการตัดสินใจ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจคือการพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาและการเชื่อมโยงข้อมูลทางยุทธวิธี หรือ Tactical Data Link: TDL ระบบนี้ทำหน้าที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเรือ เครื่องบิน สถานีตรวจการณ์ อากาศยานไร้คนขับ และหน่วยปฏิบัติการที่เกี่ยวข้องเข้าด้วยกัน ทำให้ผู้บังคับบัญชาเห็นภาพเดียวกันและสามารถประเมินสถานการณ์ได้รวดเร็วกว่าเดิม

กองทัพเรือกำลังพัฒนาระบบ TDL และ C4ISR เพื่อเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างกำลังทางเรือ อากาศนาวี สถานีตรวจการณ์ โดรน เครื่องบิน Gripen และ Saab 340 AEW ของกองทัพอากาศ นอกจากช่วยสนับสนุนภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว ระบบดังกล่าวยังสามารถต่อยอดเพื่อรับมือภัยไซเบอร์และติดตั้งกับเรือฟริเกตลำใหม่ที่อยู่ระหว่างการจัดหา

ด้านกองทัพอากาศใช้ระบบ ACCS ทำงานร่วมกับ TDL หลายระบบ เพื่อส่งต่อภาพสถานการณ์ให้กองทัพเรือ โดยโครงการจัดหา Gripen E/F ระยะที่ 1 ซึ่งมีกำหนดส่งมอบในปี 2572 จะช่วยให้ไทยได้รับสิทธิ์ด้านทรัพย์สินทางปัญญาของระบบ Link-T ความร่วมมือดังกล่าวมีเป้าหมายให้ไทยพัฒนาความสามารถในการเชื่อมโยงข้อมูลและพึ่งพาตนเองได้มากขึ้นภายในระยะเวลาประมาณ 2 ปี

เทคโนโลยีใหม่กับการรับมือภัยคุกคามหลายรูปแบบ

การป้องกันประเทศในปัจจุบันไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเฝ้าระวังพื้นที่ชายแดนเท่านั้น แต่ยังครอบคลุมภัยคุกคามจากโดรน ขีปนาวุธ การโจมตีทางไซเบอร์ ข่าวปลอม การลักลอบขนสินค้า และอาชญากรรมข้ามชาติ กองทัพอากาศจึงเดินหน้าพัฒนาระบบป้องกันภัยทางอากาศ BARAK MX พร้อมยกระดับเครื่องบินตรวจการณ์ Saab 340 AEW ให้สามารถสนับสนุนการสั่งการอากาศยานได้โดยตรง

นอกจากนี้ยังมีการวิจัยและพัฒนาโดรนแบบกามิกาเซ่เพื่อรองรับสงครามแบบอสมมาตร ซึ่งเป็นการเตรียมความพร้อมต่อภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้นจากฝ่ายที่มีทรัพยากรแตกต่างกัน ขณะเดียวกัน หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม หรือ JCC จะทำหน้าที่ช่วยประสานงานและสนับสนุนการปฏิบัติการร่วม หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินหรือความขัดแย้งในอนาคต

  • AI และระบบ Cloud: ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลจำนวนมากและแบ่งปันข้อมูลระหว่างหน่วยงาน
  • อากาศยานไร้คนขับ: สนับสนุนการลาดตระเวน ตรวจการณ์ และประเมินพื้นที่เสี่ยง
  • ระบบ TDL และ C4ISR: ทำให้หน่วยปฏิบัติการเห็นภาพสถานการณ์เดียวกัน
  • ความมั่นคงทางไซเบอร์: ป้องกันระบบสำคัญจากการโจมตีและการแทรกแซง
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ: ลดการพึ่งพาเทคโนโลยีจากต่างประเทศและสร้างองค์ความรู้ภายในประเทศ

บทบาทของแต่ละเหล่าทัพและตำรวจ

กองทัพบกให้ความสำคัญกับการปรับปรุงโครงสร้างและยุทโธปกรณ์ให้ทันสมัย พร้อมส่งเสริมการวิจัยและผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ รวมถึงยกระดับศูนย์ฝึกและมาตรฐานการบรรเทาสาธารณภัย เพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างเป็นระบบเมื่อเกิดน้ำท่วม พายุ หรือเหตุฉุกเฉินขนาดใหญ่

กองทัพเรือยังคงดูแลอธิปไตยบริเวณชายแดนจันทบุรี-ตราดและเขตแดนทางทะเล รวมถึงภารกิจปราบปรามยาเสพติด การลักลอบเข้าเมือง และอาชญากรรมไซเบอร์ ส่วนกองทัพอากาศมุ่งดูแลความมั่นคงในมิติทางอากาศ ไซเบอร์ และอวกาศ พร้อมปฏิบัติการร่วมในพื้นที่ชายแดนตะวันออกและพื้นที่ภาคใต้

สำนักงานตำรวจแห่งชาติจะจัดกำลังตำรวจตระเวนชายแดนทำงานร่วมกับทหารตามแนวชายแดนทั่วประเทศ โดยเฉพาะพื้นที่ชายแดนตะวันออกและภาคใต้ ภารกิจสำคัญคือการสกัดกั้นยาเสพติด สินค้า อาวุธผิดกฎหมาย และอาชญากรรมที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชน นอกจากนี้ยังพัฒนาระบบควบคุมบังคับบัญชาเพื่อรองรับการประชุมระดับนานาชาติในปี 2569

กำชับช่วยเหลือประชาชนช่วงฤดูฝน

นอกจากภารกิจด้านความมั่นคงแล้ว ผู้บัญชาการทหารสูงสุดยังเน้นย้ำให้ทุกหน่วยเตรียมพร้อมช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยและวาตภัยในช่วงฤดูฝน การใช้เทคโนโลยีจะช่วยให้การแจ้งเตือน การสำรวจพื้นที่ การลำเลียงสิ่งของ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานทำได้รวดเร็วขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ที่การเดินทางภาคพื้นดินทำได้ยาก

ในมุมของประชาชน สิ่งที่ควรติดตามต่อไปคือการนำระบบเหล่านี้มาใช้งานจริงอย่างมีประสิทธิภาพ เพราะเทคโนโลยีที่ทันสมัยจะเกิดประโยชน์สูงสุดเมื่อทำงานร่วมกับบุคลากรที่ผ่านการฝึกอบรม มีมาตรฐานด้านข้อมูล และมีกระบวนการตรวจสอบที่ชัดเจน การลงทุนจึงควรครอบคลุมทั้งอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ ความปลอดภัย และการพัฒนาคน

โดยสรุป ผบ.ทสส. นำถกเหล่าทัพ ยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยคุกคาม สั่งการรับมือภัยพิบัติ เป็นแนวทางที่สะท้อนเทรนด์ความมั่นคงยุคใหม่ ซึ่งข้อมูล ความเร็ว และการทำงานร่วมกันมีความสำคัญไม่แพ้อาวุธยุทโธปกรณ์ การพัฒนา TDL, AI, Cloud และโดรนจะช่วยให้ไทยพร้อมรับมือความเสี่ยงที่หลากหลายมากขึ้น ผู้อ่านควรติดตามการพัฒนาเหล่านี้ต่อไป เพราะเทคโนโลยีความมั่นคงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของการปกป้องสังคมและการช่วยเหลือประชาชนในภาวะวิกฤต

ที่มา – ผบ.ทสส. นำถกเหล่าทัพ ยกระดับเทคโนโลยีรับมือภัยคุกคาม สั่งการรับมือภัยพิบัติ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *