ผบช.ก. เผยเบื้องหลังรวบ ‘อดีตหลวงพ่ออติโชติ’ ศิษย์เก่าแจ้งเบาะแสส่งหลักฐานมัดตัวทุจริตเงินวัด-ซุกสีกา เตรียมแถลงใหญ่พรุ่งนี้
กลายเป็นประเด็นร้อนแรงในโลกโซเชียลและวงการศาสนาทันที เมื่อมีการเปิดเผยถึงปฏิบัติการของกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ในการเข้าจับกุมตัวอดีตเจ้าอาวาสวัดดัง ซึ่งกรณี ผบช.ก. เผยเบื้องหลังรวบ ‘อดีตหลวงพ่ออติโชติ’ ศิษย์เก่าแจ้งเบาะแสส่งหลักฐานมัดตัวทุจริตเงินวัด-ซุกสีกา เตรียมแถลงใหญ่พรุ่งนี้ นั้น ถือเป็นบทเรียนราคาแพงของการบริหารจัดการทรัพย์สินของวัดที่ขาดความโปร่งใสครับ
เจาะลึกเบื้องหลังคดี ผบช.ก. เผยเบื้องหลังรวบ ‘อดีตหลวงพ่ออติโชติ’ ศิษย์เก่าแจ้งเบาะแสส่งหลักฐานมัดตัวทุจริตเงินวัด-ซุกสีกา เตรียมแถลงใหญ่พรุ่งนี้
จุดเริ่มต้นของคดีนี้ไม่ได้มาจากการสุ่มตรวจ แต่เกิดจากความกล้าหาญของอดีตลูกศิษย์คนหนึ่งที่ทนเห็นความไม่ถูกต้องไม่ได้ จึงได้นำข้อมูลหลักฐานสำคัญ ทั้งคลิปวิดีโอพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและการถ่ายเททรัพย์สินของวัด ส่งมอบให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจในช่วงเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา จากการสืบสวนเชิงลึกนานกว่า 2 เดือน พบว่ามีการนำเงินจากการจำหน่ายวัตถุมงคลไปใช้ผิดวัตถุประสงค์ โดยมีการจดทะเบียนมูลนิธิบังหน้าและออกใบอนุโมทนาบัตรเพื่อตบตาตรวจสอบ
พฤติการณ์ทุจริตและเส้นทางการเงินที่ไม่โปร่งใส
จากการลงพื้นที่ตรวจค้นทั้ง 5 จุดใน 3 จังหวัด เจ้าหน้าที่พบหลักฐานมัดตัวแน่นหนาทั้งเอกสารการเงินและเงินสดจำนวนมาก ซึ่งพฤติการณ์ที่น่าสนใจในคดี ผบช.ก. เผยเบื้องหลังรวบ ‘อดีตหลวงพ่ออติโชติ’ ศิษย์เก่าแจ้งเบาะแสส่งหลักฐานมัดตัวทุจริตเงินวัด-ซุกสีกา เตรียมแถลงใหญ่พรุ่งนี้ คือการดึงคนสนิทเข้ามาเกี่ยวข้องและมีเส้นทางการเงินที่ซับซ้อน โดยพล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้เน้นย้ำว่าทางตำรวจจะมุ่งเน้นไปที่การดำเนินคดีอาญาเรื่องทุจริตเป็นหลัก ส่วนเรื่องพระธรรมวินัยเป็นส่วนที่คณะสงฆ์ต้องดำเนินการควบคู่กันไป
- การตรวจค้น 5 จุดใน ปทุมธานี อยุธยา และกรุงเทพฯ พบหลักฐานสำคัญมัดตัว
- มีการใช้มูลนิธิบังหน้าเพื่อฟอกเงินจากวัตถุมงคล
- เตรียมขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการเพิ่มเติมอีก 1-2 ราย
สำหรับประเด็นความสัมพันธ์กับสีกาที่หลายคนให้ความสนใจนั้น ข้อมูลระบุว่าเริ่มมีความไม่เหมาะสมมานานกว่า 2 ปี ซึ่งความชัดเจนทั้งหมดจะถูกเปิดเผยอีกครั้งในการแถลงข่าวอย่างเป็นทางการในวันที่ 11 กันยายน นี้ เวลา 11.00 น. ณ กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
มุมมองและข้อเสนอแนะ: คดีนี้เป็นอุทาหรณ์ชั้นดีสำหรับพุทธศาสนิกชนว่า การทำบุญต้องควบคู่ไปกับการตรวจสอบความโปร่งใสของวัดด้วยเช่นกัน ในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลช่วยให้การตรวจสอบเส้นทางการเงินทำได้แม่นยำขึ้น การจัดการทรัพย์สินของวัดควรมีระบบบัญชีที่ตรวจสอบได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดช่องว่างให้ผู้ที่ไม่หวังดีเข้ามาหาผลประโยชน์จากศรัทธาของประชาชนครับ หากท่านพบเห็นความผิดปกติในลักษณะนี้ อย่าลังเลที่จะแจ้งเบาะแสแก่เจ้าหน้าที่เพื่อช่วยกันรักษาความบริสุทธิ์ของพุทธศาสนาต่อไป
