ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ‘Data และนิติธรรม’: ทางรอดดึงทุนโลก–หนุน SME สู่ระบบ

ในวันที่เทคโนโลยีเปลี่ยนวิธีทำงาน การลงทุน และการใช้ชีวิตอย่างรวดเร็ว ประเทศไทยกำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่า จะทำอย่างไรให้เศรษฐกิจเติบโตอย่างทั่วถึง ไม่ใช่เติบโตเฉพาะบริษัทขนาดใหญ่หรือเมืองหลักเท่านั้น คำตอบหนึ่งที่ถูกพูดถึงมากขึ้นคือการใช้ข้อมูล หรือ Data ควบคู่กับการยกระดับหลักนิติธรรม เพราะสองสิ่งนี้เปรียบเสมือนโครงสร้างพื้นฐานที่มองไม่เห็น แต่มีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและโอกาสของผู้ประกอบการรายย่อย

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ‘Data และนิติธรรม’: ทางรอดดึงทุนโลก–หนุน SME สู่ระบบ จึงไม่ใช่เพียงแนวคิดเชิงนโยบายที่ฟังดูไกลตัว แต่เป็นเรื่องใกล้ตัวที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าออนไลน์ สตาร์ทอัพ ธุรกิจท้องถิ่น เกษตรกร และคนทำงานแทบทุกกลุ่ม หากระบบข้อมูลมีคุณภาพและกติกามีความชัดเจน การเข้าถึงเงินทุน ตลาด และโอกาสใหม่ ๆ ก็จะเกิดขึ้นได้ง่ายกว่าเดิม

ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ‘Data และนิติธรรม’: ทางรอดดึงทุนโลก–หนุน SME สู่ระบบ

ประเด็นนี้ได้รับการแลกเปลี่ยนในเวที Reinvent Thailand: Ambition to Actions ภายในงาน THE STANDARD ECONOMIC FORUM 2026 โดยผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวถึงแนวทางผลักดันประเทศไทยให้หลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง ผ่านปัจจัยสำคัญของ World Bank ได้แก่ การอยู่ในอุตสาหกรรมที่สอดคล้องกับพลวัตโลก การปรับตัวขององค์กร การพัฒนาเมืองที่เอื้อต่อการลงทุน และการยกระดับทักษะแรงงาน

เมื่อมองให้ใกล้ตัวขึ้น ปัจจัยเหล่านี้คล้ายกับการสร้างแพลตฟอร์มเทคโนโลยีที่ดี แพลตฟอร์มจะประสบความสำเร็จไม่ได้หากมีเพียงแอปพลิเคชันสวยงาม แต่ต้องมีข้อมูลที่ถูกต้อง ระบบหลังบ้านที่เชื่อถือได้ และกติกาที่ทำให้ผู้ใช้ทุกฝ่ายรู้สึกปลอดภัย เศรษฐกิจประเทศก็เช่นเดียวกัน การประกาศเป้าหมายอย่างเดียวไม่เพียงพอ แต่ต้องมีระบบรองรับให้ธุรกิจนำไปใช้ได้จริง

ข้อมูลไทยต้องเลิกแยกส่วน เพื่อให้ตัดสินใจได้ทันเวลา

ปัญหาสำคัญของไทยคือข้อมูลจำนวนมากยังอยู่ในลักษณะ Data Silo หรือแยกเก็บอยู่ตามหน่วยงานต่าง ๆ ขณะเดียวกัน คำศัพท์และนิยามทางเศรษฐกิจอาจไม่ตรงกัน ทำให้การเปรียบเทียบข้อมูลทำได้ยาก ที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือข้อมูลบางประเภทใช้เวลารวบรวมและรายงานนานเกินไป เช่น ตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมจังหวัด หรือ GPP ที่อาจต้องใช้เวลาถึง 2 ปี กว่าจะเผยแพร่ครบถ้วน

ในโลกธุรกิจยุคดิจิทัล ข้อมูลที่มาช้าอาจมีค่าไม่ต่างจากข้อมูลที่ไม่มี เพราะผู้ประกอบการและภาครัฐต้องตัดสินใจบนสถานการณ์ปัจจุบัน แนวทางที่ควรเร่งทำคือการ Connect the Dot เชื่อมโยงฐานข้อมูลเดิมที่มีอยู่เข้าด้วยกัน ลดการสร้างระบบใหม่ซ้ำซ้อน และกำหนดมาตรฐานกลางในการแลกเปลี่ยนข้อมูล หากทำได้ หน่วยงานจะเห็นภาพเศรษฐกิจรายพื้นที่ชัดขึ้น และสามารถออกมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุดมากกว่าเดิม

SME จะเข้าถึงสินเชื่อได้ เมื่อธนาคารเห็นศักยภาพจากข้อมูล

อีกประเด็นที่สำคัญมากคือการเข้าถึงสินเชื่อของ SME โดยเฉพาะธุรกิจในเศรษฐกิจนอกระบบ ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง 48% ของระบบเศรษฐกิจ ผู้ประกอบการกลุ่มนี้จำนวนไม่น้อยมีรายได้จริง มีลูกค้าประจำ และมีศักยภาพเติบโต แต่ขาดเอกสารหรือหลักทรัพย์ค้ำประกันตามรูปแบบดั้งเดิม จึงอาจถูกมองว่าเป็นลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูง

ทางออกคือการเปลี่ยนจาก Collateral-based Lending หรือการปล่อยกู้โดยยึดหลักทรัพย์ค้ำประกันเป็นหลัก ไปสู่ Data and Performance-based Lending ซึ่งพิจารณาจากข้อมูลการขาย พฤติกรรมการชำระเงิน รายรับจากแพลตฟอร์มออนไลน์ ประวัติการซื้อขาย และข้อมูลทางเลือก หรือ Alternative Data เมื่อข้อมูลเหล่านี้เชื่อมต่อกันอย่างถูกต้อง ธนาคารก็จะประเมินความสามารถของธุรกิจได้แม่นยำขึ้น ขณะที่ SME ที่ทำธุรกิจดีจะมีโอกาสได้รับสินเชื่ออย่างเป็นธรรม

แนวคิดอย่าง Data Exchange Bureau และแพลตฟอร์ม PrompBiz จึงมีความสำคัญ เพราะช่วยทำให้ข้อมูลธุรกิจไหลเวียนระหว่างผู้เกี่ยวข้องได้อย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าการใช้ข้อมูลต้องคำนึงถึงความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย และความยินยอมของเจ้าของข้อมูลด้วย หลักการ Responsible Lending ต้องเดินคู่กับ Risk-based Pricing เพื่อให้การปล่อยสินเชื่อเหมาะสมกับความเสี่ยงจริง ไม่ใช่ใช้เงื่อนไขเดียวกับทุกธุรกิจ

พี่ช่วยน้อง สร้างห่วงโซ่อุปทานที่แข็งแรงกว่าเดิม

การช่วย SME ไม่ควรจำกัดอยู่ที่การให้สินเชื่อเท่านั้น แต่ควรเชื่อมโยงผู้ประกอบการเข้ากับห่วงโซ่อุปทานของบริษัทขนาดใหญ่ด้วย แนวคิดพี่ช่วยน้องเปิดโอกาสให้บริษัทขนาดใหญ่ดึงคู่ค้า ผู้ผลิต และธุรกิจระดับกลางหรือต้นน้ำเข้ามาอยู่ในระบบเดียวกัน วิธีนี้ช่วยให้ SME มีตลาดที่ชัดเจน มีมาตรฐานการทำงานที่ดีขึ้น และสามารถพัฒนาคุณภาพสินค้าเพื่อแข่งขันในระดับภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยจำเป็นต้องสร้าง National Champion หรือบริษัทไทยที่มีขนาดและความสามารถเพียงพอสำหรับการแข่งขันในอาเซียน ปัจจุบันบริษัทขนาดใหญ่ของไทยหลายแห่งยังมีขนาดเล็กเมื่อเทียบกับคู่แข่งระดับภูมิภาค การสร้างบริษัทที่แข็งแรงจึงต้องทำควบคู่กับการเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายเล็กเติบโต ไม่ใช่กระจุกโอกาสไว้กับผู้เล่นเพียงไม่กี่ราย

หลักนิติธรรมคือกุญแจเรียกความเชื่อมั่นจากทุนโลก

ข้อมูลที่ดีจะสร้างประโยชน์ได้เต็มที่ก็ต่อเมื่ออยู่ภายใต้กติกาที่น่าเชื่อถือ นักลงทุนต่างชาติไม่ได้มองเพียงต้นทุนแรงงานหรือขนาดตลาด แต่ยังพิจารณาความชัดเจนของกฎหมาย ความเสมอภาคในการบังคับใช้ และความแน่นอนของนโยบาย หากกติกาเปลี่ยนแปลงบ่อยหรือการบังคับใช้ไม่เป็นมาตรฐาน นักลงทุนก็อาจชะลอการตัดสินใจ แม้ประเทศไทยจะมีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูงก็ตาม

ในช่วง 3 ปีข้างหน้า ไทยจึงควรเร่งขับเคลื่อนสองเรื่องไปพร้อมกัน เรื่องแรกคือการเปิดเผยและเชื่อมต่อข้อมูลสู่สาธารณะ เพื่อให้การถกเถียงเชิงนโยบายตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ เรื่องที่สองคือการยกระดับหลักนิติธรรมตามเกณฑ์ OECD เพื่อสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนทั่วโลก การทำงานทั้งสองด้านจะช่วยให้ทรัพยากรไหลลงไปถึงธุรกิจรายย่อยและชุมชนได้อย่างทั่วถึงมากขึ้น

ในมุมมองของผู้ติดตามเทคโนโลยี เรื่องนี้สะท้อนว่า Data ไม่ใช่แค่คำยอดนิยมในวงการสตาร์ทอัพ แต่เป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับสร้างเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ส่วนหลักนิติธรรมก็ไม่ใช่เรื่องของหน่วยงานรัฐเท่านั้น แต่เป็นเงื่อนไขที่ทำให้ทุกคนกล้าลงทุน กล้าสร้างธุรกิจ และกล้าวางแผนระยะยาว หากไทยเริ่มเชื่อมโยงข้อมูลอย่างจริงจัง พร้อมสร้างกติกาที่โปร่งใสและคาดการณ์ได้ ประเทศจะมีโอกาสดึงดูดทุนโลกและเปลี่ยนศักยภาพของ SME ให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ข้อสรุปคือ ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ‘Data และนิติธรรม’: ทางรอดดึงทุนโลก–หนุน SME สู่ระบบ ต้องเริ่มจากการลงมือทำที่วัดผลได้ ทั้งการเชื่อมฐานข้อมูล การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล การเปิดทางให้ SME เข้าถึงสินเชื่อ และการยกระดับความน่าเชื่อถือของกฎหมาย ทุกภาคส่วนควรร่วมกันผลักดันเรื่องนี้ตั้งแต่วันนี้ เพราะเศรษฐกิจอนาคตจะเป็นของประเทศที่ใช้ข้อมูลได้ฉลาด และมีกติกาที่ทุกคนเชื่อมั่นร่วมกัน

ที่มา – ปลดล็อกเศรษฐกิจไทยด้วย ‘Data และนิติธรรม’: ทางรอดดึงทุนโลก–หนุน SME สู่ระบบ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *