น้ำทะเลซึมใต้ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก ภัยทะเลหนุนเพิ่มเท่าตัว
น้ำทะเลซึมใต้ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก ภัยทะเลหนุนเพิ่มเท่าตัว คือสัญญาณเตือนครั้งสำคัญจากแอนตาร์กติกา เมื่อนักวิทยาศาสตร์พบหลักฐานว่า น้ำทะเลอุ่นสามารถแทรกซึมเข้าไปใต้ธารน้ำแข็งทเวตส์ หรือที่รู้จักกันในชื่อ “ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก” ได้ไกลกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ ปรากฏการณ์นี้อาจทำให้น้ำแข็งละลายเร็วขึ้น และเพิ่มความเสี่ยงที่ระดับน้ำทะเลทั่วโลกจะสูงขึ้นในอนาคต
ทีมผู้เชี่ยวชาญด้านธารน้ำแข็งจากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนียและห้องปฏิบัติการ Jet Propulsion Laboratory ของ NASA ได้พัฒนาแบบจำลองแผ่นน้ำแข็งรุ่นใหม่ เพื่อประเมินการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งทเวตส์ให้แม่นยำยิ่งขึ้น ผลการศึกษาที่เผยแพร่ในวารสาร Nature Communications ระบุว่า ธารน้ำแข็งแห่งนี้อาจทำให้ระดับน้ำทะเลเพิ่มขึ้นได้สูงสุดประมาณ 30 มิลลิเมตร หรือราว 1.2 นิ้ว ภายในปี 2100 แม้โลกจะไม่มีภาวะโลกร้อนเพิ่มเติมจากระดับปัจจุบันก็ตาม
น้ำทะเลซึมใต้ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก ภัยทะเลหนุนเพิ่มเท่าตัว
สาเหตุที่นักวิทยาศาสตร์กังวลมากขึ้นไม่ได้เกิดจากการละลายบนผิวธารน้ำแข็งเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากน้ำทะเลที่ไหลเข้าไปตามบริเวณฐานน้ำแข็ง หรือแนวที่น้ำแข็งเปลี่ยนจากการเกาะติดพื้นหินเป็นการลอยอยู่บนมหาสมุทร เมื่อกระแสน้ำอุ่นเคลื่อนตัวเข้าไปด้านใน น้ำทะเลจะนำพาความร้อนไปสัมผัสฐานธารน้ำแข็ง ทำให้เกิดการละลายจากด้านล่างและทำให้แนวฐานถอยร่นเร็วขึ้น
เดิมทีนักวิทยาศาสตร์ใช้แนวคิดเรื่อง “เส้นฐานน้ำแข็ง” หรือ grounding line เพื่ออธิบายการเคลื่อนที่ของแผ่นน้ำแข็ง เส้นนี้มักถูกมองว่าเป็นขอบเขตที่ค่อนข้างแคบและคงที่ระหว่างน้ำแข็งที่วางอยู่บนพื้นหินกับน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในทะเล อย่างไรก็ตาม งานวิจัยล่าสุดชี้ว่า พื้นที่ดังกล่าวมีความซับซ้อนและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา โดยเฉพาะเมื่อได้รับอิทธิพลจากระดับน้ำขึ้นลงและแรงดันของน้ำทะเล
น้ำทะเลซึมใต้ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลกได้อย่างไร
นักวิจัยใช้ข้อมูลเรดาร์สังเคราะห์จากกลุ่มดาวเทียม ICEYE ของฟินแลนด์ เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของบริเวณฐานธารน้ำแข็งทเวตส์ตลอดช่วงเวลาประมาณ 20 ปี ข้อมูลดังกล่าวเผยให้เห็นว่า พื้นที่ฐานน้ำแข็งมีการยกตัวและลดตัวตามจังหวะน้ำขึ้นน้ำลง การเคลื่อนไหวนี้เป็นหลักฐานว่า น้ำทะเลสามารถแทรกตัวเข้าไปใต้แผ่นน้ำแข็งที่ยังเกาะกับพื้นหินได้เป็นระยะทางหลายกิโลเมตร
เมื่อน้ำทะเลที่มีแรงดันสูงเคลื่อนตัวเข้าไปด้านใน มันจะทำหน้าที่คล้ายลิ่มที่ค่อย ๆ ยกน้ำแข็งออกจากพื้นหิน ส่งผลให้น้ำทะเลสามารถเดินทางต่อไปได้ไกลกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น น้ำทะเลยังอาจพาความร้อนจากมหาสมุทรเข้าไปละลายฐานน้ำแข็งอย่างต่อเนื่อง กระบวนการนี้ทำให้ธารน้ำแข็งสูญเสียแรงยึดเกาะกับพื้นหิน และไหลลงสู่ทะเลได้เร็วขึ้น
ประเด็นสำคัญคือ ธารน้ำแข็งทเวตส์ตั้งอยู่บนพื้นหินที่ลาดลึกเข้าไปทางด้านในของทวีป ในทางธรณีวิทยา ลักษณะเช่นนี้ทำให้เมื่อแนวฐานน้ำแข็งถอยหลัง น้ำแข็งส่วนที่อยู่ด้านในจะมีโอกาสไหลลงทะเลมากขึ้น น้ำแข็งที่หนาและมีปริมาณมหาศาลจึงอาจเข้าสู่กระบวนการถอยร่นแบบเร่งตัว ซึ่งนักวิทยาศาสตร์เรียกกันว่า Marine Ice Sheet Instability
ทำไมธารน้ำแข็งทเวตส์จึงสำคัญต่อระดับน้ำทะเล
ธารน้ำแข็งทเวตส์มีขนาดใหญ่และทำหน้าที่คล้ายเขื่อนธรรมชาติที่ช่วยกักน้ำแข็งส่วนอื่นของแอนตาร์กติกาตะวันตกเอาไว้ หากธารน้ำแข็งแห่งนี้บางลงหรือพังทลาย น้ำแข็งจากพื้นที่ด้านในอาจไหลลงมหาสมุทรมากขึ้น ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เฉพาะบริเวณขั้วโลก แต่เชื่อมโยงกับเมืองชายฝั่ง เกาะขนาดเล็ก และชุมชนที่อยู่ใกล้ทะเลทั่วโลก
แม้การเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเล 30 มิลลิเมตรอาจดูไม่มากเมื่อมองจากตัวเลข แต่เมื่อรวมกับผลกระทบจากการขยายตัวของน้ำทะเล ธารน้ำแข็งอื่นที่กำลังละลาย และการทรุดตัวของพื้นที่ชายฝั่ง ความเสี่ยงจากน้ำท่วมจะเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ น้ำทะเลที่สูงขึ้นเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้คลื่นพายุซัดเข้าฝั่งได้ไกลกว่าเดิม และทำให้น้ำท่วมเกิดบ่อยขึ้นในช่วงน้ำขึ้นสูง
- เมืองชายฝั่ง: อาจต้องรับมือกับน้ำท่วมจากพายุและน้ำทะเลหนุนที่เกิดถี่ขึ้น
- ระบบนิเวศ: พื้นที่ชุ่มน้ำ ป่าชายเลน และแหล่งอาศัยของสัตว์ทะเลอาจได้รับผลกระทบ
- โครงสร้างพื้นฐาน: ถนน ท่าเรือ ระบบระบายน้ำ และโรงไฟฟ้าอาจมีความเสี่ยงมากขึ้น
- เศรษฐกิจและชุมชน: ผู้คนจำนวนมากอาจต้องลงทุนเพื่อป้องกันชายฝั่งหรือย้ายถิ่นฐานในระยะยาว
แบบจำลองใหม่ช่วยให้เห็นความเสี่ยงชัดขึ้น
ก่อนหน้านี้ แบบจำลองจำนวนมากอาจยังไม่สะท้อนการเคลื่อนที่ของน้ำทะเลใต้บริเวณฐานน้ำแข็งได้อย่างครบถ้วน ทำให้การคาดการณ์การสูญเสียน้ำแข็งต่ำกว่าความเป็นจริง เมื่อทีมวิจัยนำข้อมูลจากดาวเทียมมาเปรียบเทียบกับแบบจำลองที่รวมกระบวนการทางกายภาพมากขึ้น ผลลัพธ์กลับสอดคล้องกับข้อมูลที่สังเกตได้จริง และให้ตัวเลขการเพิ่มขึ้นของระดับน้ำทะเลสูงกว่าการคาดการณ์เดิมประมาณสองเท่า
นักวิทยาศาสตร์ย้ำว่า ผลการศึกษานี้ไม่ได้หมายความว่าธารน้ำแข็งทเวตส์จะพังทลายลงทันที หรือระดับน้ำทะเลจะเพิ่มขึ้นตามตัวเลขอย่างรวดเร็วในทุกพื้นที่ แต่เป็นการแสดงให้เห็นว่า ระบบน้ำแข็งของโลกมีความเปราะบางและตอบสนองต่อความร้อนใต้ทะเลได้ซับซ้อนกว่าที่เคยเข้าใจ การติดตามข้อมูลดาวเทียมและการปรับปรุงแบบจำลองจึงมีความสำคัญอย่างมากต่อการวางแผนรับมือ
การค้นพบเรื่อง น้ำทะเลซึมใต้ธารน้ำแข็งวันสิ้นโลก ภัยทะเลหนุนเพิ่มเท่าตัว ควรถูกมองเป็นคำเตือนให้ทุกประเทศเร่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก พร้อมเตรียมแผนปรับตัวสำหรับพื้นที่ชายฝั่ง การลงทุนด้านวิทยาศาสตร์และระบบเตือนภัยล่วงหน้าอาจช่วยลดความเสียหายได้ในอนาคต แม้เราไม่สามารถหยุดการเปลี่ยนแปลงของธารน้ำแข็งได้ทันที แต่การลงมือวันนี้จะช่วยให้ชุมชนมีเวลารับมือมากขึ้น
ในมุมมองของผู้เขียน ข่าวนี้สะท้อนว่า ภัยจากโลกร้อนไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบนพื้นผิวโลกที่เรามองเห็น แต่ยังเกิดขึ้นเงียบ ๆ ใต้ผืนน้ำแข็งด้วย ทุกคนจึงควรติดตามข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณ สนับสนุนพลังงานสะอาด และร่วมลดกิจกรรมที่เพิ่มความร้อนให้โลก เพราะการเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ในวันนี้อาจช่วยลดผลกระทบครั้งใหญ่ต่อชายฝั่งในอนาคต
ที่มา – Ocean Water Is Seeping Under the Doomsday Glacier—and Its Sea-Level Threat Just Doubled
