นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังผู้ป่วยหัดสูงสุดในรอบ 35 ปี

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังผู้ป่วยหัดสูงสุดในรอบ 35 ปี สถานการณ์โรคหัดในสหรัฐอเมริกากำลังกลับมาเป็นประเด็นด้านสาธารณสุขที่น่ากังวลอีกครั้ง หลังจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายรัฐ โดยนิวยอร์กตัดสินใจใช้มาตรการฉุกเฉินเพื่อเร่งควบคุมการระบาดและเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนสำหรับประชาชน

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา เคธี โฮคุล ผู้ว่าการรัฐนิวยอร์ก ได้ลงนามในคำสั่งฝ่ายบริหาร ประกาศภาวะฉุกเฉินด้านภัยพิบัติในรัฐ จากการเพิ่มขึ้นของผู้ป่วยโรคหัด ปีนี้นิวยอร์กพบผู้ติดเชื้อมากกว่า 100 ราย ขณะที่รัฐเพนซิลเวเนียซึ่งอยู่ใกล้เคียงมีผู้ป่วยมากกว่า 1,000 ราย มาตรการดังกล่าวเปิดทางให้เภสัชกร เจ้าหน้าที่ฉุกเฉิน และบุคลากรทางการแพทย์บางกลุ่มสามารถช่วยให้บริการวัคซีนป้องกันโรคหัดได้มากขึ้น

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังผู้ป่วยหัดสูงสุดในรอบ 35 ปี

ผู้ว่าการโฮคุลระบุว่า การประกาศภาวะฉุกเฉินมีเป้าหมายเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับความพยายามของรัฐในการรับมือโรคหัด ซึ่งเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ด้วยวัคซีน เธอย้ำว่าไม่มีใครควรต้องเจ็บป่วยรุนแรงหรือเสียชีวิตจากโรคที่มีวิธีป้องกันอย่างมีประสิทธิภาพอยู่แล้ว

ข้อมูลจากศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคของสหรัฐฯ หรือ CDC ระบุว่า จนถึงวันที่ 1 ตุลาคม มีรายงานผู้ป่วยโรคหัดในสหรัฐฯ เกือบ 3,900 ราย ครอบคลุม 47 รัฐและเขตปกครองอื่น ๆ ประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์ของผู้ป่วยเป็นคนที่ไม่ได้รับวัคซีน ตัวเลขดังกล่าวสูงกว่าปีก่อนอย่างชัดเจน และสะท้อนว่าการระบาดในชุมชนต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป

นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังผู้ป่วยหัดสูงสุดในรอบ 35 ปี เพื่อเร่งฉีดวัคซีน

ภายใต้คำสั่งฉุกเฉิน หน่วยงานท้องถิ่นสามารถทำงานร่วมกับบุคลากรหลายประเภทเพื่อเพิ่มจำนวนจุดให้บริการวัคซีน บุคลากรที่ได้รับอนุญาตให้ช่วยฉีดวัคซีน MMR ได้แก่ เจ้าหน้าที่แพทย์ฉุกเฉิน เภสัชกร ผู้ให้บริการ EMS ขั้นสูง ผดุงครรภ์ที่ได้รับการรับรอง และผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพอื่น ๆ นอกจากนี้ พยาบาลยังสามารถสั่งตรวจโรคหัดได้ ซึ่งช่วยให้การคัดกรองผู้มีอาการทำได้รวดเร็วขึ้น

ก่อนหน้านี้ หน่วยงานสาธารณสุขท้องถิ่นได้ฉีดวัคซีน MMR ไปแล้วมากกว่า 1,000 โดสในชุมชนชนบทที่มีอัตราการได้รับวัคซีนต่ำ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่ในนิวยอร์กเกิดขึ้นหลังวันที่ 15 กรกฎาคม และกระจายอยู่ในชุมชนชนบทที่มีภูมิคุ้มกันไม่เพียงพอจาก 18 เขตของรัฐ ข้อมูลนี้ทำให้เจ้าหน้าที่ต้องเร่งเข้าถึงครอบครัว เด็กเล็ก และกลุ่มประชาชนที่ยังไม่ได้รับวัคซีนครบตามกำหนด

ทำไมโรคหัดจึงแพร่กระจายได้ง่าย

โรคหัดเป็นโรคติดเชื้อไวรัสที่แพร่กระจายได้ง่ายมาก ผู้ติดเชื้อสามารถแพร่เชื้อผ่านละอองจากการไอ จาม หรือการหายใจในพื้นที่เดียวกัน เชื้อไวรัสอาจยังคงอยู่ในอากาศหรือบนพื้นผิวบางชนิดได้ระยะหนึ่ง หากคนในชุมชนมีภูมิคุ้มกันต่ำ การระบาดก็สามารถขยายตัวอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในโรงเรียน ศูนย์เด็กเล็ก สถานที่ทำงาน และพื้นที่ที่มีผู้คนรวมตัวกันเป็นจำนวนมาก

วัคซีนป้องกันโรคหัด คางทูม และหัดเยอรมัน หรือวัคซีน MMR มีประสิทธิภาพสูงในการลดความเสี่ยงการติดเชื้อและอาการรุนแรง อย่างไรก็ตาม ชุมชนจำเป็นต้องมีอัตราการฉีดวัคซีนประมาณ 95 เปอร์เซ็นต์เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในระดับที่ช่วยชะลอการแพร่ระบาดได้ อัตราดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อเด็กเล็กที่ยังอายุไม่ถึงเกณฑ์รับวัคซีน รวมถึงผู้ที่มีข้อจำกัดด้านสุขภาพและไม่สามารถรับวัคซีนได้

  • ผู้ที่ได้รับวัคซีนครบมีโอกาสป่วยรุนแรงน้อยลง
  • การฉีดวัคซีนช่วยลดการแพร่เชื้อไปยังเด็กเล็กและผู้มีภูมิคุ้มกันอ่อนแอ
  • ชุมชนควรตรวจสอบประวัติการฉีดวัคซีนของสมาชิกในครอบครัว
  • ผู้มีอาการไข้สูง ไอ น้ำมูก ตาแดง หรือมีผื่น ควรติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ก่อนเดินทางไปสถานพยาบาล

นิวยอร์กและเพนซิลเวเนียเผชิญการระบาดต่อเนื่อง

นิวยอร์กไม่ใช่รัฐที่ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในปีนี้ เพราะเพนซิลเวเนียรายงานผู้ป่วยโรคหัดทะลุ 1,000 รายแล้ว เจ้าหน้าที่ระบุว่าการระบาดครั้งนี้เป็นการระบาดครั้งใหญ่ที่สุดของรัฐในรอบกว่า 30 ปี และมีผู้เสียชีวิตที่เกี่ยวข้องกับโรคหัดอย่างน้อย 5 ราย แม้ CDC จะรับรองอย่างเป็นทางการเพียง 2 รายในขณะนี้ ความแตกต่างของตัวเลขอาจเกิดจากขั้นตอนการตรวจสอบและการยืนยันสาเหตุการเสียชีวิตที่ยังดำเนินอยู่

การระบาดส่วนใหญ่ในสหรัฐฯ เกิดจากการแพร่เชื้อภายในชุมชนอย่างต่อเนื่อง โดยปีนี้มีรายงานการระบาดที่แยกจากกันอย่างน้อย 42 ครั้ง สถานการณ์ดังกล่าวแตกต่างจากกรณีผู้ติดเชื้อที่เดินทางเข้าประเทศเพียงครั้งเดียว เพราะเมื่อเชื้อเริ่มหมุนเวียนในชุมชนแล้ว การควบคุมจะต้องอาศัยทั้งการค้นหาผู้สัมผัส การแยกผู้ป่วย การตรวจวินิจฉัย และการเร่งฉีดวัคซีน

ผู้เชี่ยวชาญด้านสาธารณสุขกังวลว่า หากการระบาดดำเนินต่อไปอีกระยะหนึ่ง สหรัฐฯ อาจสูญเสียสถานะประเทศที่กำจัดโรคหัดได้อย่างเป็นทางการ สหรัฐฯ เคยได้รับการรับรองว่าสามารถกำจัดการแพร่เชื้อภายในประเทศได้เมื่อกว่าสองทศวรรษก่อน แต่สถานะดังกล่าวต้องอาศัยการไม่มีการแพร่เชื้ออย่างต่อเนื่อง หากเชื้อยังคงแพร่ในชุมชนเป็นเวลานาน การได้สถานะกลับคืนมาอาจต้องใช้ทั้งเวลาและทรัพยากรจำนวนมาก

ประชาชนควรรับมือกับข่าวการระบาดอย่างไร

ประชาชนควรตรวจสอบว่าตนเองและสมาชิกในครอบครัวได้รับวัคซีน MMR ครบตามคำแนะนำหรือไม่ หากไม่แน่ใจ ควรปรึกษาแพทย์หรือหน่วยงานสาธารณสุขเพื่อทบทวนประวัติการฉีดวัคซีน ไม่ควรสรุปจากข้อมูลในสื่อสังคมออนไลน์เพียงอย่างเดียว และไม่ควรหยุดหรือเลื่อนการฉีดวัคซีนโดยไม่ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ

ผู้ที่มีอาการเข้าข่ายโรคหัดควรหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้อื่น โดยเฉพาะเด็กทารก ผู้สูงอายุ หญิงตั้งครรภ์ และผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง ควรโทรแจ้งสถานพยาบาลก่อนเข้ารับบริการ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เตรียมมาตรการลดความเสี่ยงต่อผู้ป่วยรายอื่น การปฏิบัติเช่นนี้ช่วยให้การตรวจและรักษาปลอดภัยขึ้นสำหรับทุกคน

กรณีที่ นิวยอร์กประกาศภาวะฉุกเฉิน หลังผู้ป่วยหัดสูงสุดในรอบ 35 ปี แสดงให้เห็นว่าการฉีดวัคซีนและการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องยังมีบทบาทสำคัญมาก แม้โรคหัดจะป้องกันได้ แต่ความประมาทหรือช่องว่างในการเข้าถึงบริการสุขภาพอาจทำให้โรคกลับมาแพร่กระจายได้อีกครั้ง การร่วมมือระหว่างรัฐบาล บุคลากรทางการแพทย์ โรงเรียน และครอบครัวจึงเป็นหัวใจของการหยุดการระบาด

ในมุมมองของเรา ข่าวนี้ควรเป็นเครื่องเตือนใจให้ทุกครอบครัวตรวจสอบประวัติวัคซีนและติดตามข้อมูลจากหน่วยงานสาธารณสุขที่เชื่อถือได้ การป้องกันตั้งแต่วันนี้ย่อมดีกว่ารอให้การระบาดรุนแรงแล้วจึงลงมือ หากคุณไม่แน่ใจเกี่ยวกับวัคซีนของตนเองหรือบุตรหลาน ควรนัดหมายเพื่อขอคำแนะนำจากแพทย์โดยเร็ว

ที่มา – New York Declares Disaster Emergency as US Measles Cases Hit a 35-Year High

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *