ซีอีโอคนใหม่ของ Apple เร่งใส่ AI ลงใน iPhone มากขึ้น
วงการเทคโนโลยีกำลังจับตาทิศทางใหม่ของ Apple หลังมีรายงานว่า ซีอีโอคนใหม่ของ Apple เร่งใส่ AI ลงใน iPhone มากขึ้น โดย John Ternus ถูกกล่าวหาว่าต้องการให้บริษัทเดินหน้าเรื่องปัญญาประดิษฐ์อย่างจริงจังและรวดเร็วกว่าที่ผ่านมา ประเด็นนี้สะท้อนว่า Apple อาจกำลังปรับท่าทีจากการพัฒนา AI อย่างระมัดระวัง ไปสู่การสร้างฟีเจอร์ที่มีบทบาทกับผู้ใช้ในชีวิตประจำวันมากขึ้น
ซีอีโอคนใหม่ของ Apple เร่งใส่ AI ลงใน iPhone มากขึ้น
ตามรายงานของ Mark Gurman จาก Bloomberg ระบุว่า Ternus แสดงความไม่พอใจกับความเร็วในการพัฒนา AI ของ Apple โดยเฉพาะ Siri เขาต้องการให้ Craig Federighi รองประธานอาวุโสฝ่ายวิศวกรรมซอฟต์แวร์ เร่งแผนงานให้ไปไกลกว่าการปรับปรุงพื้นฐานที่จำเป็น รายงานยังระบุว่ามีการพูดคุยกันในการประชุมแบบปิด เพื่อหาทางทำให้ Siri และระบบ AI ของ Apple สามารถแข่งขันกับผลิตภัณฑ์จากบริษัทเทคโนโลยีรายอื่นได้ดีขึ้น
ความเคลื่อนไหวนี้น่าสนใจ เพราะ Federighi เคยถูกมองว่าเป็นผู้บริหารที่ระมัดระวังเรื่อง AI เขามีข้อกังวลเกี่ยวกับความเป็นส่วนตัว ความปลอดภัย ผลกระทบต่อสังคม และผลกระทบต่อตลาดแรงงาน การวางท่าทีเช่นนี้สอดคล้องกับแนวทางของ Apple ที่มักไม่รีบเปิดตัวเทคโนโลยีตามกระแส แต่จะรอจนกว่าจะมั่นใจว่าประสบการณ์ใช้งานมีความเสถียรและไม่สร้างความเสี่ยงให้กับลูกค้า
ทำไม Siri จึงเป็นหัวใจของแผน AI ใหม่
Siri ถือเป็นจุดที่ Apple ต้องเร่งพัฒนาอย่างเห็นได้ชัด แม้การอัปเดตใน iOS 27 จะทำให้ผู้ช่วยดิจิทัลฉลาดขึ้นและตอบสนองคำสั่งได้เป็นธรรมชาติมากกว่าเดิม แต่ความสามารถของ Siri ยังมีข้อจำกัดเมื่อเทียบกับระบบ AI รุ่นใหม่ ผู้ใช้ยังไม่สามารถสั่งให้ Siri ทำงานหลายขั้นตอนต่อเนื่องในเบื้องหลังได้อย่างเต็มรูปแบบ เช่น ค้นหาข้อมูลจากหลายแอป สรุปทางเลือก เปรียบเทียบรายละเอียด แล้วดำเนินการตามคำสั่งโดยไม่ต้องคอยยืนยันทุกขั้นตอน
Apple จึงมีแนวโน้มผลักดันให้ Siri กลายเป็น AI แบบเอเจนต์ หรือ agentic AI ซึ่งไม่ได้ทำหน้าที่เพียงตอบคำถาม แต่สามารถวางแผนและลงมือทำงานแทนผู้ใช้ได้ แนวคิดนี้อาจทำให้เจ้าของ iPhone สั่งงานที่ซับซ้อนได้ง่ายขึ้น เช่น จัดตารางนัดหมาย ค้นหาอีเมลที่เกี่ยวข้อง สร้างสรุปการประชุม หรือเตรียมเส้นทางเดินทางโดยใช้ข้อมูลจากหลายบริการร่วมกัน
- การสั่งงานต่อเนื่อง: Siri อาจทำงานหลายขั้นตอนได้โดยไม่ต้องให้ผู้ใช้ป้อนคำสั่งใหม่ทุกครั้ง
- การเชื่อมต่อข้ามแอป: AI อาจประสานข้อมูลจาก Messages, Mail, Calendar, Maps และแอปอื่นได้ดีขึ้น
- การเข้าใจบริบท: Siri อาจจดจำบริบทของบทสนทนาและเข้าใจความต้องการของผู้ใช้ได้แม่นยำกว่าเดิม
- ความเป็นส่วนตัว: Apple จะต้องสร้างสมดุลระหว่างความสามารถของ AI กับการประมวลผลข้อมูลอย่างปลอดภัย
การเปลี่ยนแปลงทีมและผู้รับผิดชอบด้าน Siri
อีกประเด็นที่ถูกพูดถึงคือ Mike Rockwell ซึ่งปัจจุบันดูแลงานด้านวิศวกรรม Siri อาจพิจารณาลาออกจากตำแหน่งหรือออกจาก Apple ในปีหน้า Rockwell เคยเป็นผู้นำโครงการ Vision Pro ก่อนย้ายมารับผิดชอบงาน AI ของ Siri รายงานก่อนหน้านี้เคยระบุว่าเขามีบทบาทสำคัญในการปรับปรุงผู้ช่วยดิจิทัลของ Apple แต่ก็มีข่าวว่าเจ้าตัวไม่พอใจกับการได้รับเครดิตจากผลงานไม่มากพอ
หาก Rockwell ออกจากบริษัท งานด้าน Siri AI อาจถูกส่งต่อให้ Amar Subramanya อดีตบุคลากรจาก Google ซึ่งเข้าร่วม Apple เพื่อช่วยเสริมความแข็งแกร่งด้าน AI รวมถึง Sebastien Marineau ผู้บริหารที่ทำงานใกล้ชิดกับ Federighi การเปลี่ยนแปลงทีมครั้งนี้อาจส่งผลต่อทั้งทิศทางเทคโนโลยีและความเร็วในการนำฟีเจอร์ใหม่ออกสู่ผู้ใช้
การมีผู้บริหารจากหลายพื้นฐานเข้ามาร่วมดูแล Siri อาจเป็นข้อได้เปรียบ เพราะแต่ละคนมีประสบการณ์แตกต่างกัน ทั้งด้านระบบปฏิบัติการ โมเดล AI โครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนทีมในช่วงที่บริษัทกำลังเร่งเครื่องก็มีความเสี่ยงเช่นกัน หากเป้าหมายไม่ชัดเจนหรือการประสานงานไม่ราบรื่น ฟีเจอร์ที่ควรเปิดตัวอาจล่าช้า หรือออกมาไม่สมบูรณ์เท่าที่คาดหวัง
iOS 28 อาจเปิดพื้นที่ให้ Apple พัฒนา AI ได้มากขึ้น
นอกจากการปรับปรุง Siri แล้ว Apple ยังมีแผนเปลี่ยนกระบวนการพัฒนาซอฟต์แวร์สำหรับระบบปฏิบัติการรุ่นใหญ่ถัดไป รวมถึง iOS 28 รายงานระบุว่าบริษัทต้องการเพิ่มเวลาให้ทีมได้เขียนโค้ด ทดลองแนวคิด และพัฒนาฟีเจอร์ก่อนล็อกการเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ระบบจริง วิธีนี้อาจช่วยให้ทีมมีโอกาสสำรวจความเป็นไปได้ใหม่ๆ มากขึ้น แทนที่จะต้องรีบตัดสินใจตั้งแต่ช่วงแรกของการพัฒนา
พนักงาน Apple บางส่วนมองว่าการปรับรอบการทำงานดังกล่าวเป็นเรื่องดี เพราะช่วยให้มีเวลาทดสอบแนวคิดและแก้ปัญหาก่อนเปิดตัว แต่ผู้ใช้ก็มีเหตุผลที่จะกังวลว่า หากบริษัทเร่งนำฟีเจอร์ AI จำนวนมากเข้าสู่ระบบปฏิบัติการ อาจทำให้เกิดบั๊กหรือปัญหาด้านประสิทธิภาพมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อ AI ต้องเข้าถึงข้อมูลและทำงานร่วมกับแอปหลายประเภท
สำหรับผู้ใช้ iPhone สิ่งที่สำคัญไม่ใช่จำนวนฟีเจอร์ AI ที่ Apple ประกาศ แต่คือความน่าเชื่อถือในการใช้งานจริง AI ควรตอบคำถามได้ถูกต้อง ระบุแหล่งข้อมูลเมื่อจำเป็น และแจ้งให้ผู้ใช้ทราบอย่างชัดเจนเมื่อกำลังจะทำรายการสำคัญ เช่น ส่งข้อความ ลบไฟล์ ซื้อสินค้า หรือแชร์ข้อมูลส่วนตัว การทำงานแบบอัตโนมัติที่มากขึ้นต้องมาพร้อมปุ่มยกเลิก การตรวจสอบย้อนหลัง และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัวที่เข้าใจง่าย
ท้ายที่สุด ซีอีโอคนใหม่ของ Apple เร่งใส่ AI ลงใน iPhone มากขึ้น อาจเป็นสัญญาณว่า Apple ไม่ต้องการปล่อยให้คู่แข่งนำหน้าไปไกลกว่านี้ แต่บริษัทก็ยังต้องรักษาจุดแข็งเรื่องความปลอดภัยและประสบการณ์ใช้งาน หาก Apple ทำให้ Siri ฉลาดขึ้นโดยไม่ทำให้ระบบซับซ้อนหรือไม่น่าไว้วางใจ ผู้ใช้ก็มีโอกาสได้รับประโยชน์อย่างมาก ในมุมมองของเรา การเดินหน้าอย่างรวดเร็วเป็นเรื่องจำเป็น แต่การทดสอบอย่างรอบคอบจะเป็นตัวตัดสินว่า AI บน iPhone จะกลายเป็นผู้ช่วยที่ใช้งานได้จริง หรือเป็นเพียงฟีเจอร์ที่ดูน่าตื่นเต้นในช่วงเปิดตัวเท่านั้น
ที่มา – Apple’s New CEO Is Reportedly Pushing to Stuff More AI into iPhones
