ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน
ประเด็นการบริหารจัดการน้ำในกรุงเทพมหานครกลับมาได้รับความสนใจอีกครั้ง หลัง ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน พร้อมอธิบายที่มา ข้อจำกัด และเหตุผลด้านงบประมาณของโครงการอย่างละเอียด โดยย้ำว่าโครงการบึงรับน้ำในพื้นที่ดังกล่าวเป็นแนวคิดด้านการจัดการน้ำที่กรุงเทพมหานครนำมาปรับใช้ตามหลักวิชาการและแนวคิดพื้นที่แก้มลิง ไม่ใช่โครงการพระราชดำริโดยตรง
การชี้แจงครั้งนี้มีความสำคัญ เพราะเรื่องน้ำท่วมเป็นปัญหาที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันของคนกรุงเทพฯ ตั้งแต่การเดินทาง บ้านเรือน ร้านค้า ไปจนถึงระบบเศรษฐกิจในภาพรวม การตัดสินใจลงทุนจึงไม่ควรมองเพียงว่าการมีบึงรับน้ำเพิ่มขึ้นจะช่วยแก้ปัญหาได้ทันที แต่ต้องพิจารณาความคุ้มค่า ประสิทธิภาพ และผลกระทบต่อประชาชนในระยะยาวควบคู่กัน
ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน ไม่ใช่โครงการพระราชดำริ
ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ระบุว่า โครงการบึงรับน้ำทั้ง 6 แห่งเริ่มจากการที่สำนักการระบายน้ำ กทม.นำแนวคิดการบริหารจัดการน้ำแบบแก้มลิงมาปรับใช้ หลังเกิดเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 และเริ่มกำหนดโครงการในปี 2556 โดย กทม.เป็นผู้พิจารณาตำแหน่งและพื้นที่ดำเนินการเอง
ดังนั้น จึงควรแยกให้ชัดเจนระหว่างโครงการที่ กทม.จัดทำขึ้นกับโครงการแก้มลิงที่เป็นโครงการพระราชดำริโดยตรง แม้แนวคิดการชะลอและกักเก็บน้ำจะมีลักษณะใกล้เคียงกันก็ตาม ในกรุงเทพฯ มีพื้นที่อย่างบึงหนองบอนที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดโครงการแก้มลิงตามพระราชดำริ แต่บึงคู้บอนและบึงบางชันมีที่มาและกระบวนการดำเนินงานแตกต่างกัน
เหตุผลด้านงบประมาณและประสิทธิภาพ
จากโครงการบึงรับน้ำทั้งหมด 6 แห่ง ปัจจุบันถูกยกเลิกไปแล้ว 4 โครงการจากกระบวนการรับฟังความคิดเห็นและประชาพิจารณ์ในอดีต เหลือเพียงบึงคู้บอนและบึงบางชันที่ยังถูกนำกลับมาพูดถึง โดยหัวใจสำคัญของการพิจารณาคือ ต้นทุนทั้งหมดเมื่อเทียบกับประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับ
ผลการศึกษาของบริษัทที่ปรึกษาระบุว่า หากเดินหน้าโครงการบึงรับน้ำ โดยรวมค่าเวนคืนที่ดินตามราคาตลาดและค่าก่อสร้างระบบที่เกี่ยวข้อง อาจต้องใช้งบประมาณประมาณ 11,000 ล้านบาท ขณะที่การปรับปรุงประสิทธิภาพบึงหนองบอนเพื่อเร่งการระบายน้ำใช้งบประมาณประมาณ 6,700 ล้านบาท สำนักการระบายน้ำจึงเห็นว่าแนวทางพัฒนาบึงหนองบอนมีความคุ้มค่ามากกว่า
ประเด็นนี้สะท้อนหลักคิดที่สำคัญของการทำโครงการสาธารณะ นั่นคือ งบประมาณไม่ได้มีจำกัดเฉพาะโครงการใดโครงการหนึ่ง การเลือกลงทุนจึงต้องเปรียบเทียบทั้งต้นทุน ผลลัพธ์ ความเร็วในการแก้ปัญหา และความสามารถในการดูแลรักษาระบบในอนาคต ไม่ใช่ดูเพียงจำนวนพื้นที่รับน้ำที่เพิ่มขึ้น
ความจุของบึงกับปริมาณน้ำฝนในกรุงเทพฯ
บึงคู้บอนและบึงบางชันมีความจุรวมประมาณ 1 ล้านลูกบาศก์เมตร แต่สามารถรองรับน้ำได้จริงประมาณ 500,000 ลูกบาศก์เมตร ขณะที่ในช่วงฝนตกหนัก ปริมาณน้ำฝนที่เกิดขึ้นในพื้นที่กรุงเทพฯ อาจสูงถึงประมาณ 350 ล้านลูกบาศก์เมตร ตัวเลขดังกล่าวทำให้เห็นว่า การสร้างบึงรับน้ำเพียงอย่างเดียวอาจไม่ใช่คำตอบที่มีประสิทธิภาพสูงสุด
แนวทางที่เหมาะสมจึงควรเป็นการทำงานร่วมกันหลายด้าน ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพคลอง การขยายความสามารถของสถานีสูบน้ำ การพัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำ และการบริหารพื้นที่รับน้ำที่มีอยู่ให้เต็มศักยภาพ โดยเฉพาะบึงหนองบอนซึ่งมีความจุประมาณ 5 ล้านลูกบาศก์เมตร และสามารถเป็นส่วนสำคัญของระบบระบายน้ำในภาพรวม
สำหรับประชาชนทั่วไป เรื่องนี้อาจดูเป็นประเด็นเชิงเทคนิค แต่ผลลัพธ์เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันโดยตรง หากระบบระบายน้ำทำงานได้เร็วขึ้น ถนนจะมีโอกาสกลับมาใช้งานได้เร็ว บ้านเรือนและธุรกิจได้รับผลกระทบน้อยลง และหน่วยงานรัฐก็สามารถวางแผนรับมือกับสภาพอากาศที่มีความแปรปรวนมากขึ้นได้
ข้อชี้แจงเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน
อีกประเด็นที่ถูกตั้งคำถามคือเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน เนื่องจากชัชชาติเคยดำรงตำแหน่งผู้บริหารบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งบริษัทดังกล่าวเคยมีที่ดินในพื้นที่และยื่นคัดค้านการเวนคืน โดยชัชชาติชี้แจงว่า บริษัทซื้อที่ดินในพื้นที่เพิ่มสินมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2558 ขณะที่เขาดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ดังนั้น เมื่อมีการทำประชาพิจารณ์ บริษัทในฐานะผู้ได้รับผลกระทบจึงใช้สิทธิคัดค้านตามกระบวนการ
ชัชชาติย้ำว่า การยกเลิกโครงการเกิดขึ้นในปี 2561 ซึ่งเป็นช่วงการบริหารงานของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครคนอื่น ไม่ใช่ช่วงที่ตนดำรงตำแหน่ง และยืนยันว่าไม่ได้เป็นผู้ตัดสินใจยกเลิกโครงการ รวมถึงไม่มีการเอื้อประโยชน์ให้ตนเองหรือพวกพ้อง
ขยะกับปัญหาการระบายน้ำที่มองข้ามไม่ได้
นอกจากโครงสร้างพื้นฐานแล้ว กทม.ยังต้องรับมือกับปัญหาขยะที่ไหลมากับน้ำและเข้าไปติดบริเวณสถานีสูบน้ำ ขยะเหล่านี้ทำให้เครื่องสูบน้ำทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ และอาจลดความเร็วในการระบายน้ำในช่วงที่ฝนตกหนัก การแก้ปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือจากประชาชน โดยไม่ทิ้งขยะลงคลอง ท่อระบายน้ำ หรือเส้นทางน้ำ
ในระยะยาว กทม.มีแผนเพิ่มประสิทธิภาพบึงหนองบอน พัฒนาอุโมงค์ระบายน้ำ และปรับปรุงระบบคลองให้สามารถระบายน้ำได้รวดเร็วยิ่งขึ้น หากมีข้อมูลทางวิชาการใหม่ที่ยืนยันว่าบึงคู้บอนหรือบึงบางชันมีความคุ้มค่าและช่วยลดน้ำท่วมได้จริง กทม.ก็พร้อมนำกลับมาศึกษาอีกครั้ง
โดยสรุป ชัชชาติแจงปมบึงรับน้ำคู้บอน-บางชัน บนหลักข้อมูลและความคุ้มค่าของงบประมาณ ซึ่งเป็นแนวทางที่ควรได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะการแก้ปัญหาน้ำท่วมยุคใหม่จำเป็นต้องใช้ทั้งวิศวกรรม ข้อมูลสภาพอากาศ การมีส่วนร่วมของชุมชน และวินัยในการจัดการขยะ ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ทันทีด้วยการไม่ทิ้งขยะลงแหล่งน้ำ และติดตามข้อมูลจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ทุกโครงการเดินหน้าอย่างโปร่งใสและเกิดประโยชน์สูงสุด
