ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน
เชื่อว่าหลายคนคงเคยตั้งคำถามว่า เมื่อใครสักคนทำผิดพลาดและต้องโทษจำคุกไปแล้ว พอกลับออกมาสู่โลกภายนอก ชีวิตของพวกเขาจะเป็นอย่างไรต่อ? สังคมมักมองด้วยสายตาที่ไม่แน่ใจ แต่ล่าสุดมีข่าวดีที่น่าสนใจมากครับ เมื่อมีการขับเคลื่อนนโยบายใหญ่ในระดับประเทศ นั่นคือ ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน ซึ่งนี่ถือเป็นก้าวสำคัญที่ไม่ได้มองแค่การลงโทษ แต่เป็นการ “ให้โอกาส” เพื่อให้คนกลุ่มนี้กลับมาเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพอีกครั้ง
ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน
ประเด็นเรื่อง ก.แรงงาน – ยุติธรรม ลงนาม MOU หางานให้ผู้พ้นโทษ เล็งหาแนวทางต่อประกันสังคม – ใช้ภาษีดึงดูดผู้ประกอบการให้จ้างงาน เป็นการจับมือกันของหลายหน่วยงาน ทั้งกรมการจัดหางาน กรมราชทัณฑ์ ไปจนถึงสภาหอการค้าไทย โดยมีเป้าหมายหลักคือการลดกำแพงทางสังคมที่ขวางกั้นผู้พ้นโทษไม่ให้เข้าถึงงานดีๆ โดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานได้เน้นย้ำว่า การมีงานทำคือรากฐานสำคัญที่จะช่วยป้องกันไม่ให้คนกลุ่มนี้กลับไปทำผิดซ้ำอีก
เปิดโอกาสใหม่ให้ผู้พ้นโทษผ่านกลไกทางภาษีและประกันสังคม
สิ่งที่น่าสนใจในความร่วมมือครั้งนี้คือความพยายามที่จะดึงภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น ไม่ใช่แค่การขอความร่วมมือเปล่าๆ แต่ภาครัฐกำลังเตรียมมาตรการจูงใจที่จับต้องได้ เช่น:
- มาตรการลดหย่อนภาษี: เพื่อเป็นแรงจูงใจให้บริษัทห้างร้านต่างๆ กล้าตัดสินใจรับผู้พ้นโทษเข้าทำงาน
- การเชื่อมต่อประกันสังคม: สนับสนุนให้ผู้พ้นโทษสามารถส่งเงินสมทบต่อได้เพื่อรักษาสิทธิประโยชน์ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมากต่อคุณภาพชีวิตในระยะยาว
- การพัฒนาทักษะฝีมือ: ไม่ใช่แค่หางาน แต่มีการฝึกอบรมทักษะที่ตลาดต้องการจริงๆ เพื่อให้พวกเขาสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้
เป้าหมายที่วางไว้คือการผลักดันให้ผู้พ้นโทษและกลุ่มเปราะบางได้รับการจ้างงานไม่น้อยกว่า 500 คนภายในปี 2569 แม้จะดูเป็นตัวเลขเริ่มต้น แต่ถ้าเรามองภาพรวมที่มีผู้พ้นโทษนับแสนคนต่อปี นี่คือการปูรากฐานที่ดีเยี่ยมครับ
มุมมองต่ออนาคต: ทำไมเราถึงควรให้โอกาส?
จากประสบการณ์ที่ได้ติดตามประเด็นสังคมมาโดยตลอด ผมมองว่านโยบายนี้เป็น Win-Win Strategy อย่างแท้จริง ภาคเอกชนได้แรงงานที่มีทักษะ (ซึ่งผ่านการฝึกฝนจากศูนย์ CARE มาแล้ว) ส่วนผู้พ้นโทษเองก็ได้รับโอกาสพิสูจน์ตัวเอง หากภาคธุรกิจเปิดใจกว้างขึ้น โดยลดอคติและเลือกพิจารณาจากศักยภาพและความพร้อมในการทำงาน มากกว่าจะมองแค่เรื่องอดีต บอกเลยว่าเราจะได้เห็นพลังแรงงานใหม่ๆ ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้แน่นอน
ความสำเร็จของเรื่องนี้วัดกันที่ “การสร้างความยั่งยืน” หากมาตรการภาษีมีผลจริง และระบบประกันสังคมเชื่อมต่อได้ไร้รอยต่อ เราจะเห็นตัวเลขการกระทำผิดซ้ำที่ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งจะเป็นดัชนีชี้วัดความสำเร็จของสังคมไทยในยุคใหม่ที่เน้นการสร้างโอกาสมากกว่าการตีตราครับ
