กว่า 70% ของโซลาร์ใหม่สร้างในรัฐที่โหวตให้ทรัมป์

การขยายตัวของพลังงานแสงอาทิตย์ในสหรัฐฯ กำลังสะท้อนภาพทางการเมืองที่น่าสนใจ เพราะแม้หลายรัฐซึ่งสนับสนุนโดนัลด์ ทรัมป์จะมีจุดยืนด้านสภาพภูมิอากาศแตกต่างจากพรรคเดโมแครต แต่รัฐเหล่านี้กลับเป็นพื้นที่สำคัญของการก่อสร้างโครงการโซลาร์แห่งใหม่ รายงานจากสมาคมอุตสาหกรรมพลังงานแสงอาทิตย์ระบุว่า ในช่วงครึ่งแรกของปี รัฐที่ลงคะแนนให้ทรัมป์มีสัดส่วนถึง 8 รัฐจาก 10 อันดับแรกของพื้นที่ที่ติดตั้งพลังงานแสงอาทิตย์มากที่สุด

กว่า 70% ของโซลาร์ใหม่สร้างในรัฐที่โหวตให้ทรัมป์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ชี้ให้เห็นว่า การเติบโตของพลังงานสะอาดไม่ได้ขึ้นอยู่กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับต้นทุนที่แข่งขันได้ ความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น และนโยบายสนับสนุนการลงทุนในแต่ละรัฐด้วย หลายพื้นที่มองโซลาร์ในฐานะโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่ช่วยดึงดูดโรงงาน ศูนย์ข้อมูล และธุรกิจที่ต้องใช้ไฟฟ้าจำนวนมาก

กว่า 70% ของโซลาร์ใหม่สร้างในรัฐที่โหวตให้ทรัมป์

ข้อมูลดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐฯ เพิ่มกำลังผลิตโซลาร์มากกว่า 11 กิกะวัตต์ในไตรมาสที่สองของปี 2026 เพิ่มขึ้นประมาณ 45% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน รัฐที่สนับสนุนทรัมป์มีส่วนรับผิดชอบเกือบสามในสี่ของการเติบโตครั้งนี้ นั่นหมายความว่าโซลาร์กำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในพื้นที่ที่หลายคนอาจคาดไม่ถึง

เท็กซัสครองอันดับหนึ่งอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ฟลอริดาอยู่ในอันดับต้น ๆ เช่นกัน ทั้งสองรัฐมีพื้นที่กว้างขวาง แสงแดดค่อนข้างสม่ำเสมอ และมีความต้องการไฟฟ้าจากประชากรกับภาคธุรกิจเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้ อินเดียนา โอไฮโอ และแอริโซนายังรักษาตำแหน่งรัฐที่ก่อสร้างโซลาร์มากที่สุดได้ ส่วนมิสซูรี อาร์คันซอ มิชิแกน และยูทาห์ก็เริ่มปรากฏในกลุ่มผู้นำในบางช่วงเวลา

ทำไมรัฐที่โหวตให้ทรัมป์จึงสร้างโซลาร์จำนวนมาก

เหตุผลสำคัญคือบรรยากาศทางธุรกิจ รัฐที่มีแนวคิดสนับสนุนการก่อสร้างมักพยายามลดขั้นตอนการอนุมัติโครงการ จัดสรรพื้นที่ได้ง่าย และเปิดทางให้บริษัทเอกชนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานได้รวดเร็ว เมื่อรวมกับราคาที่ลดลงของแผงโซลาร์และระบบกักเก็บพลังงาน โครงการพลังงานแสงอาทิตย์จึงกลายเป็นทางเลือกที่น่าสนใจสำหรับผู้ประกอบการ

อีกปัจจัยหนึ่งคือการย้ายฐานของอุตสาหกรรมที่ใช้ไฟฟ้าสูง เช่น โรงงานผลิตชิ้นส่วน รถยนต์ไฟฟ้า และศูนย์ข้อมูล รัฐทางตอนใต้และตอนกลางของประเทศต้องการแหล่งพลังงานใหม่เพื่อรองรับการเติบโตของกิจการเหล่านี้ โซลาร์จึงตอบโจทย์เพราะสามารถก่อสร้างได้เร็วกว่าโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่บางประเภท และช่วยเพิ่มกำลังผลิตได้โดยไม่ต้องรอการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเวลานาน

  • พื้นที่และแสงแดด: รัฐอย่างเท็กซัสและแอริโซนามีพื้นที่ขนาดใหญ่และมีศักยภาพด้านแสงอาทิตย์สูง
  • กระบวนการอนุญาต: ขั้นตอนที่รวดเร็วช่วยลดระยะเวลาและต้นทุนของผู้พัฒนาโครงการ
  • ความต้องการไฟฟ้า: โรงงานและศูนย์ข้อมูลต้องการพลังงานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
  • การก่อสร้างที่รวดเร็ว: โซลาร์และแบตเตอรี่สามารถเริ่มจ่ายไฟได้เร็วกว่าเทคโนโลยีพลังงานบางชนิด

เท็กซัสยังนำหน้า แต่มิชิแกนกำลังมาแรง

เท็กซัสเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนของรัฐซึ่งผลักดันโซลาร์ด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจมากกว่าประเด็นสภาพภูมิอากาศ รัฐแห่งนี้ขึ้นเป็นอันดับหนึ่งในปี 2024, 2025 และช่วงครึ่งแรกของปี 2026 ส่วนมิชิแกนมีพัฒนาการโดดเด่นไม่แพ้กัน โดยขยับจากอันดับที่ 23 ในปี 2024 มาอยู่ในอันดับที่ 4 ในช่วงครึ่งแรกของปี 2026

มิชิแกนแตกต่างจากเท็กซัสตรงที่มีแสงแดดไม่สม่ำเสมอตลอดทั้งปี และอาจต้องพึ่งพาปัจจัยทางนโยบายมากกว่า นักวิเคราะห์มองว่า การเติบโตของรัฐนี้ได้รับแรงหนุนจากกฎหมายที่กำหนดให้สาธารณูปโภคผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน 50% ภายในปี 2030 รวมถึงความต้องการไฟฟ้าจากศูนย์ข้อมูลที่เพิ่มขึ้น แม้มิชิแกนจะโหวตให้ทรัมป์ แต่รัฐบาลของรัฐยังมีผู้ว่าการจากพรรคเดโมแครตและวุฒิสภาที่นำโดยพรรคเดโมแครต ทำให้นโยบายพลังงานสะอาดยังมีบทบาทสำคัญ

สิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ลดลงสร้างความไม่แน่นอน

อนาคตของโซลาร์ในรัฐที่สนับสนุนทรัมป์อาจไม่ได้ราบรื่นเหมือนในช่วงที่ผ่านมา หลังสภาคองเกรสยุติสิทธิประโยชน์ทางภาษีบางส่วนเร็วกว่ากำหนด สิทธิประโยชน์จากกฎหมาย Inflation Reduction Act เคยช่วยลดต้นทุนให้บริษัทที่ลงทุนในโครงการโซลาร์ รวมถึงเจ้าของบ้านที่ติดตั้งแผงบนหลังคา แต่กฎหมายฉบับใหม่ทำให้โครงการที่ยังไม่ได้เริ่มก่อสร้างจำนวนมากต้องเร่งเดินหน้าให้ทันเส้นตาย

การเร่งก่อสร้างก่อนสิทธิประโยชน์หมดอายุเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้ยอดติดตั้งในไตรมาสที่สองของปี 2026 เพิ่มขึ้นอย่างมาก อย่างไรก็ตาม เมื่อแรงสนับสนุนด้านภาษีลดลง การเติบโตในอนาคตอาจชะลอตัว โดยเฉพาะตลาดโซลาร์บนหลังคาบ้านซึ่งเริ่มมีสัญญาณลดลงแล้ว นักลงทุนอาจต้องประเมินทั้งคุณภาพแสงแดด ราคาที่ดิน ค่าเชื่อมต่อระบบไฟฟ้า และนโยบายของรัฐก่อนตัดสินใจ

ผู้เชี่ยวชาญมองว่า รัฐที่มีแสงแดดดีจะได้รับผลกระทบจากการลดสิทธิประโยชน์น้อยกว่า เพราะต้นทุนการผลิตไฟฟ้าต่อหน่วยยังอยู่ในระดับที่แข่งขันได้ ขณะที่รัฐซึ่งมีสภาพอากาศแปรปรวนอาจต้องอาศัยเป้าหมายพลังงานสะอาดของภาครัฐ หรือสัญญาซื้อไฟฟ้าระยะยาวเพื่อทำให้โครงการยังคุ้มค่า

โซลาร์ยังมีโอกาสเติบโตแม้ไม่มีเครดิตภาษี

แม้สิทธิประโยชน์ทางภาษีจะมีความสำคัญ แต่ไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรม ผู้พัฒนาหลายรายให้ความสนใจกับการปรับปรุงขั้นตอนขออนุญาต การขยายสายส่ง และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้นมากกว่า หากสหรัฐฯ สามารถทำให้โครงการพลังงานเริ่มก่อสร้างได้เร็วขึ้น โซลาร์ก็ยังคงเป็นตัวเลือกที่แข็งแกร่งสำหรับการเติมกำลังผลิต

ระบบกักเก็บพลังงานก็มีบทบาทเพิ่มขึ้น เพราะช่วยเก็บไฟฟ้าที่ผลิตได้ในช่วงกลางวันไว้ใช้ในช่วงเย็นหรือช่วงที่ความต้องการสูง การจับคู่ระหว่างโซลาร์กับแบตเตอรี่ทำให้รัฐต่าง ๆ สามารถลดความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนของแสงแดด และเพิ่มความยืดหยุ่นให้กับโครงข่ายไฟฟ้าได้

ภาพรวมนี้ทำให้เห็นว่า กว่า 70% ของโซลาร์ใหม่สร้างในรัฐที่โหวตให้ทรัมป์ ไม่ใช่เรื่องขัดแย้งอย่างที่หลายคนคิด เพราะการลงทุนด้านพลังงานสะอาดในปัจจุบันถูกขับเคลื่อนด้วยเหตุผลทางธุรกิจ ความมั่นคงทางพลังงาน และความต้องการไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น รัฐเหล่านี้อาจไม่ได้สนับสนุนโซลาร์ด้วยเหตุผลด้านสภาพภูมิอากาศโดยตรง แต่กลับใช้ประโยชน์จากโซลาร์เพื่อสร้างงาน เพิ่มรายได้ และรองรับเศรษฐกิจยุคใหม่

ในมุมมองของผู้บริโภคและนักลงทุน สิ่งที่ควรจับตาคือความต่อเนื่องของนโยบาย การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้า และต้นทุนระบบกักเก็บพลังงาน หากปัจจัยเหล่านี้เดินหน้าได้ดี พลังงานแสงอาทิตย์จะยังคงเติบโตได้ในหลายรัฐ ไม่ว่ารัฐนั้นจะมีสีทางการเมืองแบบใดก็ตาม ติดตามการเปลี่ยนแปลงของนโยบายและเลือกใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อร่วมผลักดันระบบไฟฟ้าที่มั่นคงและยั่งยืนกว่าเดิม

ที่มา – Over 70% of New Solar Power Is Going Up in States That Voted for Trump

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *