กระทรวงยุติธรรมเปิดข้อมูล ‘ป๋อง’มือฆ่า 5 ศพ ชี้พ้นโทษอยู่ใต้ JSOC 2 ปี ศาลไม่สั่งติด EM ก่อนก่อเหตุร้าย
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามีประเด็นร้อนที่สังคมกำลังให้ความสนใจอย่างมาก เกี่ยวกับคดีสะเทือนขวัญที่เกิดขึ้นในพื้นที่จังหวัดชลบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ฑณา เกิดทอง หรือที่สื่อมวลชนเรียกว่า ‘ป๋อง’ ผู้ต้องหาคดีฆาตกรรมสุดโหดเหี้ยม 5 ศพ จนเกิดคำถามตัวโตๆ ในสังคมว่า ระบบการเฝ้าระวังผู้พ้นโทษของเรามีประสิทธิภาพเพียงพอหรือไม่?
กระทรวงยุติธรรมเปิดข้อมูล ‘ป๋อง’มือฆ่า 5 ศพ ชี้พ้นโทษอยู่ใต้ JSOC 2 ปี ศาลไม่สั่งติด EM ก่อนก่อเหตุร้าย
ล่าสุดทางแหล่งข่าวระดับสูงจากกระทรวงยุติธรรมได้ออกมาไขข้อข้องใจถึงมาตรการเฝ้าระวังผู้พ้นโทษรายนี้ โดยระบุว่า นายฑณาเคยได้รับโทษในคดีพยายามฆ่าและคดียาเสพติดมาแล้ว ก่อนจะพ้นโทษออกมาในช่วงเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา ซึ่งตามกฎหมาย JSOC หรือ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำฯ พ.ศ. 2565 นายฑณาถือเป็นหนึ่งในกลุ่มบุคคลที่ต้องถูกเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ประเด็นที่น่าสนใจคือ แม้จะมีคำสั่งศาลให้เฝ้าระวังเป็นเวลา 2 ปี และต้องมารายงานตัวกับสำนักงานคุมประพฤติทุก 3 เดือน แต่ในคำสั่งดังกล่าว ศาลไม่ได้สั่งให้มีการติดกำไล EM แต่อย่างใด ทำให้หลังจากพ้นโทษ นายฑณาจึงสามารถเคลื่อนไหวได้ค่อนข้างอิสระ ก่อนที่จะไปก่อเหตุสยองขวัญในพื้นที่ ต.ห้วยใหญ่ จ.ชลบุรี ในที่สุด
เบื้องลึกมาตรการ JSOC และการติดตามผู้พ้นโทษ
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมกฎหมาย JSOC ถึงดูเหมือนจะป้องกันเหตุร้ายไม่ได้ 100% คำตอบคือระบบการเฝ้าระวังนี้อาศัยความร่วมมือหลายภาคส่วน ตั้งแต่เรือนจำ คณะกรรมการพิจารณา ไปจนถึงเจ้าพนักงานคุมประพฤติ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับกรณี กระทรวงยุติธรรมเปิดข้อมูล ‘ป๋อง’มือฆ่า 5 ศพ ชี้พ้นโทษอยู่ใต้ JSOC 2 ปี ศาลไม่สั่งติด EM ก่อนก่อเหตุร้าย ครั้งนี้ กลายเป็นบทเรียนราคาแพงที่ทำให้เราต้องกลับมาทบทวนว่า มาตรการ “เฝ้าระวัง” เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอสำหรับผู้มีความเสี่ยงสูงหรือไม่
นอกจากนี้ ยังมีประเด็นเรื่องการควบคุมตัวในเรือนจำความมั่นคงสูง ซึ่งแหล่งข่าวชี้แจงว่าการจะย้ายนักโทษไปอยู่ซูเปอร์แม็กซ์นั้น ต้องดูพฤติกรรมระหว่างคุมขัง ไม่ใช่อิงแค่ความร้ายแรงของคดีเพียงอย่างเดียว ซึ่งในกรณีของนายฑณานั้น ยังไม่มีพฤติกรรมกระด้างกระเดื่องในเรือนจำที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว
- การรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติเป็นเพียงมาตรการพื้นฐาน
- มาตรการทางการแพทย์ เช่น การใช้ยาปรับฮอร์โมน ยังไม่มีการนำมาใช้จริงเนื่องจากติดข้อจำกัดด้านกฎหมายและความยินยอม
- กำไล EM อาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยลดความเสี่ยงได้ หากมีการนำมาใช้ควบคู่กับการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
สุดท้ายนี้ ในมุมมองของผม คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายเป็นเพียงเครื่องมืออย่างหนึ่ง แต่การบังคับใช้และการประเมินความเสี่ยงที่แม่นยำคือหัวใจสำคัญ หากสังคมต้องการความปลอดภัยที่จับต้องได้ การบูรณาการข้อมูลและการนำเทคโนโลยีเข้ามาติดตามผู้พ้นโทษที่เข้าข่ายอันตรายอย่างเข้มงวดคงเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ในยุคปัจจุบัน เราในฐานะประชาชนคงต้องช่วยกันเป็นหูเป็นตาและติดตามผลการดำเนินงานของภาครัฐอย่างต่อเนื่องครับ
