กรมวิชาการเกษตรยันกะเพราปลูกกินได้ ขายได้ปกติ การจดทะเบียนคุ้มครองแค่ที่วิจัยเพิ่มเท่านั้น พร้อมฟังเสียงประชาชนร่างกม.ใหม่
ประเด็นเรื่องสิทธิในพันธุ์กะเพรากำลังได้รับความสนใจจากทั้งเกษตรกร ผู้ประกอบการร้านอาหาร และประชาชนทั่วไป เพราะกะเพราเป็นพืชคู่ครัวไทยที่ปลูกง่าย ใช้ประกอบอาหารได้หลากหลาย และสร้างรายได้ให้กับคนจำนวนมาก ล่าสุด กรมวิชาการเกษตรออกมายืนยันว่า ประชาชนยังสามารถปลูกกะเพราไว้รับประทาน เก็บใบขาย ขายต้น หรือใช้ประกอบอาหารเพื่อจำหน่ายได้ตามปกติ การจดทะเบียนที่เกิดขึ้นเป็นการคุ้มครองเฉพาะพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการวิจัยและยื่นขอรับความคุ้มครองเท่านั้น
คำยืนยันดังกล่าวช่วยคลายความกังวลที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะความเข้าใจว่าการจดทะเบียนพันธุ์กะเพราอาจทำให้กะเพราพื้นเมืองหรือกะเพราที่วางขายทั่วไปกลายเป็นทรัพย์สินของผู้จดทะเบียน เรื่องนี้กรมวิชาการเกษตรชี้แจงอย่างชัดเจนว่า พันธุ์กะเพราทั่วไปไม่ได้ตกเป็นสิทธิของผู้จดทะเบียนพันธุ์ใหม่แต่อย่างใด เกษตรกรและผู้บริโภคจึงยังใช้กะเพราพันธุ์เดิมได้ตามปกติ
กรมวิชาการเกษตรยันกะเพราปลูกกินได้ ขายได้ปกติ การจดทะเบียนคุ้มครองแค่ที่วิจัยเพิ่มเท่านั้น พร้อมฟังเสียงประชาชนร่างกม.ใหม่
กฤษ อุตตมะเวทิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ในฐานะโฆษกกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อธิบายว่า กรณีพันธุ์กะเพราแก้วจุรี 01-04 เป็นการขอรับความคุ้มครองในฐานะพันธุ์พืชใหม่ที่เกิดจากการวิจัยและพัฒนา ไม่ได้ครอบคลุมกะเพราพื้นเมืองหรือพันธุ์กะเพราที่มีการปลูกและซื้อขายอยู่แล้วตามท้องตลาด
ดังนั้น หากประชาชนใช้เมล็ดพันธุ์หรือต้นพันธุ์กะเพราทั่วไปเพื่อปลูกบริโภค เก็บใบจำหน่าย ขายต้นเป็นผลผลิต หรือนำไปปรุงอาหารขาย ยังคงทำได้โดยไม่มีความผิด การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นกิจกรรมตามปกติของเกษตรกรและผู้ประกอบการอาหาร ซึ่งไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิทธิของพันธุ์ใหม่ที่มีผู้ยื่นขอจดทะเบียน
สิ่งที่ต้องระวังเมื่อต้องการขยายพันธุ์ใหม่
ข้อจำกัดจะเกิดขึ้นในกรณีที่บุคคลต้องการนำพันธุ์พืชที่ได้รับความคุ้มครองไปขยายพันธุ์เพื่อการค้า เช่น ผลิตเมล็ดพันธุ์ เพาะต้นกล้า ปักชำกิ่ง หรือผลิตต้นพันธุ์เพื่อจำหน่าย กรณีนี้จำเป็นต้องได้รับอนุญาตจากผู้ทรงสิทธิก่อน เพื่อให้การใช้ประโยชน์เป็นไปตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542
- ปลูกกะเพราทั่วไปเพื่อรับประทาน: สามารถทำได้ตามปกติ
- เก็บใบกะเพราทั่วไปไปขาย: ไม่ถือเป็นการละเมิดสิทธิในพันธุ์ใหม่
- นำกะเพราไปประกอบอาหารขาย: ดำเนินธุรกิจได้ตามปกติ
- ผลิตเมล็ดหรือต้นพันธุ์ใหม่เพื่อขาย: ควรตรวจสอบสิทธิและขออนุญาตก่อน
ประเด็นสำคัญจึงอยู่ที่การแยกให้ออกระหว่าง “ผลผลิตจากการปลูก” กับ “การขยายพันธุ์เพื่อการค้า” ผู้บริโภคที่ซื้อกะเพรามาทำอาหาร หรือร้านอาหารที่ซื้อใบกะเพราไปใช้ในเมนู ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าการใช้งานทั่วไปจะผิดกฎหมาย ขณะเดียวกัน เกษตรกรที่ต้องการซื้อเมล็ดหรือต้นพันธุ์ก็ควรสอบถามแหล่งที่มาให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดในภายหลัง
เปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงกฎหมาย
กรมวิชาการเกษตรยังเปิดรับฟังความคิดเห็นเพื่อปรับปรุงพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ให้เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยมากขึ้น การรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้เปิดโอกาสให้เกษตรกร นักปรับปรุงพันธุ์ ผู้ประกอบการ และประชาชนทั่วไปเสนอข้อคิดเห็นได้ โดยเฉพาะเรื่องสิทธิของผู้พัฒนาพันธุ์พืช การเข้าถึงเมล็ดพันธุ์ และแนวทางการคุ้มครองที่ไม่กระทบต่อวิถีเกษตรกรรมดั้งเดิม
การปรับปรุงกฎหมายถือเป็นเรื่องสำคัญในยุคที่เทคโนโลยีการเกษตรก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว พันธุ์พืชใหม่อาจช่วยเพิ่มผลผลิต ทนต่อโรค หรือเหมาะกับสภาพอากาศมากขึ้น แต่การคุ้มครองก็ควรเดินไปพร้อมกับการรักษาความหลากหลายทางชีวภาพและสิทธิของเกษตรกรรายย่อย เสียงจากผู้ใช้งานจริงจึงมีความหมายต่อการออกแบบกติกาในอนาคต
สำหรับประชาชนที่ยังมีข้อสงสัยเกี่ยวกับการจดทะเบียน การปลูก หรือการจำหน่ายพันธุ์พืช สามารถติดต่อกลุ่มวิจัยการคุ้มครองพันธุ์พืช กองคุ้มครองพันธุ์พืช กรมวิชาการเกษตร โทรศัพท์ 02-940-7214 หรือสอบถามผ่านช่องทางอีเมลของหน่วยงานได้โดยตรง การตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งราชการจะช่วยลดการส่งต่อข่าวคลาดเคลื่อนบนโซเชียลมีเดีย
โดยสรุป กรมวิชาการเกษตรยันกะเพราปลูกกินได้ ขายได้ปกติ การจดทะเบียนคุ้มครองแค่ที่วิจัยเพิ่มเท่านั้น พร้อมฟังเสียงประชาชนร่างกม.ใหม่ และประชาชนยังใช้กะเพราพันธุ์ทั่วไปได้เช่นเดิม สิ่งที่ควรทำคือศึกษาข้อมูลให้รอบด้าน แยกพันธุ์ทั่วไปออกจากพันธุ์ใหม่ที่ได้รับความคุ้มครอง และติดตามการรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับกฎหมายอย่างใกล้ชิด ในมุมมองของผู้บริโภค การสื่อสารที่ชัดเจนจะช่วยให้เทคโนโลยีการปรับปรุงพันธุ์เดินหน้าต่อได้ โดยไม่ทำให้คนในสังคมรู้สึกว่าพืชอาหารใกล้ตัวถูกผูกขาด
