กบฉ. เคาะต่อขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีก 3 เดือน
สวัสดีครับเพื่อนๆ ทุกคน วันนี้เรามาอัปเดตสถานการณ์สำคัญที่หลายคนอาจจะยังไม่ทราบเกี่ยวกับความเคลื่อนไหวในพื้นที่ภาคใต้ของไทยกันครับ ล่าสุดเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา ทางคณะกรรมการบริหารสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือที่เราเรียกสั้นๆ ว่า กบฉ. ได้มีการจัดประชุมครั้งที่ 3/2569 โดยมีผลสรุปที่น่าสนใจเกี่ยวกับเรื่องความมั่นคงในระยะยาว ซึ่งเรื่องของการ กบฉ. เคาะต่อขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีก 3 เดือน ได้กลายเป็นหัวข้อที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวางในขณะนี้ครับ
กบฉ. เคาะต่อขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีก 3 เดือน
สำหรับการประชุมครั้งนี้ ทางคุณฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ได้ออกมาเปิดเผยรายละเอียดว่า ทางคณะกรรมการฯ มีมติให้ขยายระยะเวลาการบังคับใช้พระราชกำหนดบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ออกไปอีก 3 เดือน ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม ไปจนถึง 19 ตุลาคม 2569 ครับ โดยพื้นที่ที่ครอบคลุมนั้นรวมถึง 18 อำเภอใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ ปัตตานี นราธิวาส และยะลา ซึ่งถือเป็นมาตรการต่อเนื่องเพื่อดูแลความสงบเรียบร้อยในพื้นที่นั่นเอง
รายละเอียดพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ
เพื่อให้ทุกคนเห็นภาพชัดเจนขึ้น พื้นที่ที่ยังคงอยู่ภายใต้อำนาจของ กบฉ. เคาะต่อขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ อีก 3 เดือน มีดังนี้นะครับ:
- จังหวัดปัตตานี: อำเภอเมืองปัตตานี, หนองจิก, โคกโพธิ์, ยะรัง และสายบุรี
- จังหวัดนราธิวาส: อำเภอเมืองนราธิวาส, บาเจาะ, รือเสาะ, ระแงะ, ศรีสาคร, จะแนะ, เจาะไอร้อง, สุไหงปาดี, ตากใบ และสุไหงโก-ลก
- จังหวัดยะลา: อำเภอเมืองยะลา, บันนังสตา และธารโต
หลายคนอาจสงสัยว่าก้าวต่อไปจะเป็นอย่างไร ทาง สมช. เตรียมจะนำมตินี้เข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันอังคารที่ 7 กรกฎาคมนี้ เพื่อให้การดำเนินการเป็นไปตามขั้นตอนกฎหมาย นอกจากนี้ ในช่วงวันที่ 9-10 กรกฎาคมนี้ นายกรัฐมนตรีมีกำหนดการเดินทางไปเยือนประเทศมาเลเซียอย่างเป็นทางการ ซึ่งเชื่อว่าประเด็นความร่วมมือและการแก้ไขปัญหาในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้จะเป็นหัวข้อหลักในการสนทนาระดับสูงครั้งนี้แน่นอนครับ
ในมุมมองของผม สถานการณ์ในพื้นที่ภาคใต้ถือเป็นเรื่องที่อ่อนไหวและต้องการการสื่อสารที่โปร่งใส แม้ภาครัฐจะจำเป็นต้องใช้มาตรการพิเศษผ่าน พ.ร.ก.ฉุกเฉิน แต่การควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าจับตา เพราะความร่วมมือระดับภูมิภาคจะเป็นกุญแจสำคัญในการนำความสันติสุขกลับคืนสู่พื้นที่ได้ยั่งยืนกว่าการใช้เพียงมาตรการกฎหมายเพียงอย่างเดียวครับ สำหรับเพื่อนๆ ที่ติดตามข่าวสารด้านความมั่นคง อย่าลืมคอยอัปเดตผลการประชุม ครม. ในสัปดาห์หน้ากันนะครับ
