กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม

กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม เพื่อช่วยให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยเข้าถึงเงินช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น โดยกรุงเทพมหานครเปิดให้ยื่นคำขอผ่าน 2 ระบบหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชันทางรัฐ และระบบออนไลน์ของ กทม. แม้ทั้งสองช่องทางจะเกี่ยวข้องกับการเยียวยาน้ำท่วมเหมือนกัน แต่มีหลักเกณฑ์ ประเภทเงินช่วยเหลือ และขั้นตอนตรวจสอบแตกต่างกัน ประชาชนจึงควรทำความเข้าใจก่อนยื่นเรื่อง เพื่อไม่ให้พลาดสิทธิที่ควรได้รับ

ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ชี้แจงว่า ฐานข้อมูลของทั้งสองระบบยังไม่ได้เชื่อมต่อถึงกันอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่เข้าเกณฑ์จึงอาจจำเป็นต้องยื่นคำขอทั้งสองช่องทาง การลงทะเบียนเพียงระบบเดียวอาจทำให้ได้รับความช่วยเหลือไม่ครบตามสิทธิ โดยเฉพาะครัวเรือนที่ได้รับความเสียหายทั้งด้านที่อยู่อาศัย ทรัพย์สิน อาชีพ และค่าใช้จ่ายจำเป็นในช่วงประสบภัย

กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม ต้องยื่นผ่านระบบใดบ้าง

1. ยื่นผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ

เงินช่วยเหลือส่วนแรกเป็นเงินตามมติคณะรัฐมนตรี ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเบื้องต้น ผู้ประสบภัยสามารถยื่นผ่านแอปพลิเคชันทางรัฐ โดยระบบจะพิจารณาตามระยะเวลาที่น้ำท่วมในพื้นที่ หากน้ำท่วมนานเกิน 7 วัน การตรวจสอบอาจทำได้รวดเร็วขึ้น เพราะสามารถใช้ข้อมูลระดับน้ำและข้อมูลสถานการณ์ในพื้นที่ประกอบการพิจารณาได้ทันที

สำหรับพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ถึง 7 วัน เจ้าหน้าที่อาจต้องตรวจสอบและประเมินความเสียหายเพิ่มเติม เพื่อยืนยันว่าครัวเรือนดังกล่าวได้รับผลกระทบจริง ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนผ่านระบบแอปพลิเคชันทางรัฐแล้วมากกว่า 230,000 ครัวเรือน ตัวเลขนี้สะท้อนว่าประชาชนจำนวนมากเริ่มหันมาใช้บริการภาครัฐผ่านช่องทางดิจิทัล ซึ่งช่วยลดเวลาเดินทางและลดความแออัดในสำนักงานเขต

2. ยื่นผ่านระบบออนไลน์ของกรุงเทพมหานคร

เงินช่วยเหลือส่วนที่สองเป็นไปตามระเบียบของกรุงเทพมหานครและกระทรวงการคลัง โดยเน้นชดเชยตามมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง เช่น ความเสียหายต่อบ้านเรือน อุปกรณ์ประกอบอาชีพ หรือค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการดำรงชีวิต การยื่นคำขอทำผ่านระบบออนไลน์ของ กทม. จากนั้นเจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงและประเมินความเสียหายก่อนเสนอพิจารณาจ่ายเงิน

กระบวนการของระบบ กทม. อาจใช้เวลานานกว่าการขอรับเงินช่วยเหลือเบื้องต้น เนื่องจากต้องมีการตรวจสอบหน้างานและเอกสารประกอบ ปัจจุบันมีผู้ประสบภัยลงทะเบียนในระบบนี้ประมาณ 270,000–300,000 ครัวเรือน ผู้ยื่นเรื่องควรเตรียมข้อมูลให้ครบถ้วน เช่น เลขบัตรประชาชน ที่อยู่ตามทะเบียนบ้าน ที่อยู่สถานที่เกิดเหตุ รายละเอียดความเสียหาย ภาพถ่าย และช่องทางรับเงิน เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้สะดวกขึ้น

ยื่นที่สำนักงานเขตครั้งเดียว เจ้าหน้าที่ช่วยบันทึกให้ทั้งสองระบบ

สำหรับผู้ที่ไม่ถนัดใช้แอปพลิเคชันหรือระบบออนไลน์ สามารถเดินทางไปยื่นเอกสารด้วยตนเองที่สำนักงานเขตได้ เจ้าหน้าที่จะช่วยบันทึกข้อมูลเข้าสู่ทั้งสองระบบพร้อมกัน ทำให้ประชาชนไม่ต้องกรอกข้อมูลซ้ำหลายรอบ นอกจากนี้ กทม. ยังจัดบุคลากรประจำศูนย์พักพิงประมาณ 250 แห่ง เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยในการกรอกแบบฟอร์มและส่งข้อมูลออนไลน์

อีกจุดที่ช่วยลดภาระของประชาชนคือการปรับลดขั้นตอนทางธุรการ โดยยกเลิกการทำประชาคมและไม่จำเป็นต้องใช้ใบแจ้งความหรือใบลงบันทึกประจำวันจากสถานีตำรวจเหมือนแนวทางเดิม การรับรองความเสียหายจะเปิดให้ประธานชุมชนหรือนิติบุคคลเข้าร่วมเป็นกรรมการ เพื่อช่วยยืนยันข้อเท็จจริงและทำให้การพิจารณาเป็นไปอย่างรวดเร็วมากขึ้น

เจ้าของบ้านและผู้เช่ามีสิทธิแตกต่างกันอย่างไร

ประเด็นที่หลายคนสงสัยคือสิทธิของเจ้าของบ้านกับผู้เช่า กทม. แยกหลักเกณฑ์ไว้อย่างชัดเจน โดยค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยจะจ่ายให้เจ้าของบ้านที่พักอาศัยอยู่จริงเท่านั้น หากเจ้าของบ้านปล่อยบ้านให้ผู้อื่นเช่า เจ้าของบ้านจะไม่สามารถขอรับเงินในหมวดนี้ได้ และผู้เช่าก็ไม่สามารถรับเงินซ่อมแซมบ้านแทนเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ผู้เช่ายังมีสิทธิยื่นขอรับความช่วยเหลือในหมวดอื่นที่เกี่ยวข้องกับผลกระทบจากน้ำท่วมได้ ตัวอย่างเช่น ค่าเช่าบ้านชั่วคราวในอัตรา 3,000 บาทต่อเดือน สูงสุดไม่เกิน 2 เดือน ค่าอุปกรณ์ประกอบอาชีพ และค่ารักษาพยาบาล ดังนั้น ผู้เช่าควรเก็บหลักฐานการเช่า ภาพถ่ายความเสียหาย ใบเสร็จค่าใช้จ่าย และเอกสารที่เกี่ยวข้องไว้ให้พร้อม

ผู้ประสบภัยต้องยื่นเรื่องภายใน 90 วันนับจากวันที่มีประกาศภัยพิบัติ การปล่อยเวลาให้ล่วงเลยอาจทำให้พลาดกำหนดเวลารับสิทธิได้ จึงควรตรวจสอบประกาศของเขตและเตรียมเอกสารโดยเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่อยู่ในพื้นที่น้ำท่วมซ้ำซากหรือมีความเสียหายหลายรายการ

รถยนต์เสียหายและสถานการณ์ในพื้นที่เสี่ยง

กรณีรถยนต์ส่วนตัวที่ไม่ได้ใช้ประกอบอาชีพ หากถูกน้ำล้อมรอบเกิน 7 วัน จะได้รับเงินบรรเทาความเดือดร้อน 5,000 บาทตามมติคณะรัฐมนตรี ส่วนค่าเสียหายของตัวรถโดยตรงนั้น กทม. อยู่ระหว่างหารือกับสำนักงาน คปภ. เพื่อหาแนวทางช่วยเหลือเพิ่มเติม ประชาชนจึงควรเก็บภาพถ่าย วันเวลา และหลักฐานที่แสดงว่ารถได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมไว้อย่างละเอียด

ด้านสถานการณ์ในเขตลาดกระบังยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากมีน้ำท่วมในระดับวิกฤต และได้รับการสนับสนุนเรือเพิ่มเติมจากกระทรวงกลาโหมอีก 8 ลำ ขณะที่พื้นที่คลองสามวาและสายไหมยังมีน้ำขังบางจุด กทม. ได้ส่งหน่วยแพทย์ลงพื้นที่เพื่อแจกจ่ายยา ให้คำแนะนำด้านสุขอนามัย และป้องกันโรคที่มากับน้ำ

นอกจากนี้ กรุงเทพมหานครยังปรับปรุงระบบแจ้งเตือนภัยให้สามารถส่งข้อความตรงไปยังกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เพื่อกระจายข้อมูลเตือนภัยสู่ประชาชนได้รวดเร็วขึ้นโดยไม่ต้องผ่านขั้นตอนซ้ำซ้อน แนวทางนี้ถือเป็นการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการภัยพิบัติ และเป็นเทรนด์สำคัญที่หน่วยงานรัฐควรพัฒนาต่อเนื่อง

โดยสรุป กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงความช่วยเหลือได้ครอบคลุมมากขึ้น ผู้ประสบภัยควรตรวจสอบว่าตนเองเข้าเกณฑ์ทั้งเงินช่วยเหลือตามมติ ครม. และเงินชดเชยตามความเสียหายจริงหรือไม่ หากไม่แน่ใจ แนะนำให้ติดต่อสำนักงานเขตหรือศูนย์พักพิงใกล้บ้าน และเตรียมเอกสารหลักฐานให้ครบ การยื่นเรื่องให้เร็วภายในกรอบเวลา 90 วัน คือวิธีที่ดีที่สุดในการรักษาสิทธิของตนเอง

ที่มา – กทม. แจง 2 ช่องทางยื่นเยียวยาน้ำท่วมผ่านแอปฯ ทางรัฐ และระบบ กทม. เคลียร์ชัดสิทธิ ‘เจ้าบ้าน-ผู้เช่า’ พร้อมลดขั้นตอนไม่ต้องใช้ใบแจ้งความ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *