กทม. หารือ บช.น. เล็งออกข้อบังคับจำกัดรถเข้าพื้นที่ช่วงวิกฤต PM2.5 ดันมาตรการเขตมลพิษต่ำ
ปัญหาฝุ่น PM2.5 กลับมาเป็นประเด็นที่คนกรุงเทพฯ ต้องจับตาอย่างใกล้ชิดอีกครั้ง หลังจากกรุงเทพมหานคร หรือ กทม. เดินหน้าหารือกับกองบัญชาการตำรวจนครบาล หรือ บช.น. เพื่อเตรียมออกข้อบังคับจำกัดรถบางประเภทไม่ให้เข้าพื้นที่ในช่วงที่คุณภาพอากาศอยู่ในระดับวิกฤต ความเคลื่อนไหวครั้งนี้มีเป้าหมายสำคัญในการลดมลพิษจากการจราจร และผลักดันมาตรการเขตมลพิษต่ำให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อวันที่ 17 กันยายน พรพรหม ณ.ส. วิกิตเศรษฐ์ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วยผู้บริหารและตัวแทนจากสำนักสิ่งแวดล้อม สำนักเทศกิจ และสำนักการจราจรและขนส่ง เข้าร่วมประชุมกับ บช.น. โดยมี พล.ต.ต.ธวัช วงศ์สง่า รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล เป็นประธาน การประชุมครั้งนี้มุ่งพิจารณาแนวทางการออกข้อบังคับของหัวหน้าเจ้าพนักงานจราจรในเขตกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยการห้ามยานพาหนะที่กำหนดเข้าพื้นที่ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขเฉพาะ
กทม. หารือ บช.น. เล็งออกข้อบังคับจำกัดรถเข้าพื้นที่ช่วงวิกฤต PM2.5 ดันมาตรการเขตมลพิษต่ำ
สาเหตุที่ต้องเร่งเตรียมมาตรการดังกล่าวมาจากสถานการณ์ฝุ่น PM2.5 ซึ่งมักทวีความรุนแรงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมีนาคมของทุกปี โดยเฉพาะวันที่สภาพอากาศปิด ลมสงบ หรือมีการสะสมของมลพิษในพื้นที่เมืองเป็นเวลานาน ฝุ่นขนาดเล็กเหล่านี้สามารถเข้าสู่ระบบทางเดินหายใจและกระแสเลือดได้ จึงเป็นความเสี่ยงต่อสุขภาพของเด็ก ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคทางเดินหายใจ และผู้ที่ต้องทำงานกลางแจ้ง
กทม. ระบุว่า ต้องการผลักดันแผนปฏิบัติการเขตมลพิษต่ำ หรือ Low Emission Zone ซึ่งเริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2568 ให้มีผลจริงมากขึ้น แนวคิดนี้คือการกำหนดพื้นที่ควบคุมมลพิษ และจัดการยานพาหนะที่ปล่อยมลพิษสูง เช่น รถยนต์เก่าหรือรถที่มีควันดำ โดยอาจใช้มาตรการจำกัดการเข้าออก การตรวจสภาพรถ หรือการกำหนดเงื่อนไขตามระดับมลพิษในแต่ละช่วงเวลา
มาตรการจำกัดรถต้องคำนึงถึงประชาชน
แม้การจำกัดรถเข้าพื้นที่จะช่วยลดมลพิษจากการจราจรได้ แต่รายละเอียดของมาตรการถือเป็นเรื่องที่ต้องพิจารณาอย่างรอบด้าน บช.น. จะเชิญคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาหารือเพิ่มเติม เพื่อประเมินความสอดคล้องกับกฎหมายอื่น สิทธิเสรีภาพของประชาชน รวมถึงผลกระทบต่อผู้ประกอบอาชีพที่ต้องใช้รถยนต์ในการทำงาน
ประเด็นสำคัญคือ มาตรการใหม่ต้องมีหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนและสื่อสารให้ประชาชนเข้าใจล่วงหน้า เช่น พื้นที่ใดจะถูกประกาศเป็นเขตควบคุม รถประเภทใดจะได้รับผลกระทบ ช่วงเวลาบังคับใช้เป็นอย่างไร และจะมีข้อยกเว้นสำหรับรถพยาบาล รถขนส่งสินค้า รถสาธารณะ หรือผู้ที่อาศัยอยู่ในพื้นที่หรือไม่ หากข้อมูลไม่ชัดเจน อาจทำให้เกิดความสับสนและเพิ่มภาระให้กับประชาชนโดยไม่จำเป็น
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังขอความร่วมมือจากตำรวจนครบาลทั้ง 50 เขต ให้บูรณาการการทำงานร่วมกันในการตั้งจุดตรวจจับรถควันดำอย่างเข้มงวดในช่วงที่ฝุ่นมีแนวโน้มสูงขึ้น การตรวจจับรถควันดำจะช่วยจัดการกับแหล่งกำเนิดมลพิษที่มองเห็นได้ชัด โดยเฉพาะรถบรรทุก รถโดยสาร และรถยนต์ที่ขาดการบำรุงรักษา
การมีส่วนร่วมคือหัวใจของเขตมลพิษต่ำ
เบื้องต้น ทุกหน่วยงานเห็นชอบในหลักการที่จะแก้ไขปัญหาฝุ่น PM2.5 ในกรุงเทพฯ แต่ยังไม่มีการประกาศใช้ข้อบังคับจำกัดรถในทันที โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะรวบรวมข้อมูลและเทียบเคียงกับข้อบังคับอื่นที่เคยใช้มาก่อน จากนั้นจึงนำกลับมาพิจารณาในการประชุมครั้งต่อไป พร้อมเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาชนอย่างรอบคอบ
การรับฟังความคิดเห็นถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญ เพราะผู้ได้รับผลกระทบไม่ได้มีเพียงผู้ใช้รถส่วนบุคคลเท่านั้น แต่ยังรวมถึงผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ ผู้ประกอบการขนส่ง ร้านค้า พนักงานส่งสินค้า ผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ และคนที่ต้องเดินทางข้ามพื้นที่ทุกวัน มาตรการที่ดีจึงควรมีทั้งการควบคุมรถปล่อยมลพิษสูง การพัฒนาขนส่งสาธารณะ การเพิ่มพื้นที่สีเขียว และการสนับสนุนให้ประชาชนเปลี่ยนมาใช้รถพลังงานสะอาด
- ประชาชนควรติดตามประกาศคุณภาพอากาศ และวางแผนการเดินทางในวันที่ค่าฝุ่นสูง
- เจ้าของรถควรตรวจสภาพเครื่องยนต์ เปลี่ยนไส้กรอง และหลีกเลี่ยงการปล่อยควันดำ
- หน่วยงานรัฐควรสื่อสารล่วงหน้า พร้อมระบุพื้นที่ เวลา และข้อยกเว้นให้ชัดเจน
- ภาคธุรกิจควรเตรียมแผนขนส่ง เพื่อรองรับมาตรการเขตมลพิษต่ำในอนาคต
สำหรับมุมมองในระยะยาว ข่าวกทม. หารือ บช.น. เล็งออกข้อบังคับจำกัดรถเข้าพื้นที่ช่วงวิกฤต PM2.5 ดันมาตรการเขตมลพิษต่ำ สะท้อนว่าการแก้ปัญหาฝุ่นกำลังเปลี่ยนจากการรับมือเฉพาะหน้าไปสู่การจัดการเชิงระบบ อย่างไรก็ตาม ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อกฎมีความเป็นธรรม บังคับใช้อย่างเสมอภาค และมีทางเลือกด้านการเดินทางที่เพียงพอ ทุกคนจึงควรติดตามรายละเอียดมาตรการ แสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์ และร่วมกันลดการปล่อยมลพิษตั้งแต่วันนี้
ที่มา – กทม. หารือ บช.น. เล็งออกข้อบังคับจำกัดรถเข้าพื้นที่ช่วงวิกฤต PM2.5 ดันมาตรการเขตมลพิษต่ำ
